สายพาน

​”…สาระความรู้เสริม เอามาฝากพี่น้องเราเก็บไว้ศึกษาใช้งานกัน..!! 
ความรู้พื้นฐานชิ้นส่วนงานเครื่องกล ว่าด้วยเรื่องความรู้เรื่องสายพานและการออกแบบและเลือกใช้งานสายพานวี
สายพาน (Belts)
การส่งกำลังด้วยสายพานเป็นการส่งกำลังชนิดแบบอ่อนตัวได้ซึ่งมีข้อดีข้อเสียหลายอย่าง เมื่อเปรียบเทียบระหว่างการส่งกำลังแบบเฟืองและการส่งกำลังแบบโซ่ ข้อดีคือ มีราคาถูกและใช้งานง่าย รับแรงกระตุกและการสั่นสะเทือนได้ดี ขณะใช้งานไม่มีเสียงดัง เหมาะสำหรับการส่งกำลังระหว่างเพลาที่อยู่ห่างกันมาก ๆ และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาค่อนข้างต่ำ อย่างไรก็ตามข้อเสียของการขับด้วยสายพานก็มี คือ อัตราการทดที่ไม่แน่นอนนักเนื่องจากการสลิป (Slip) และการครีฟ (Creep) ของ สายพานและต้องมีการปรับระยะห่างระหว่างเพลาหรือปรับแรงดึงในสายพานระหว่างการใช้งาน นอกจากนั้นยังไม่อาจใช้งานที่มีอัตราทดสูงมากได้
หน้าที่สายพาน
สายพานในปัจจุบันใช้สำหรับส่งกำลัง การเคลื่อนที่และส่งถ่ายสิ่งของในรูปแบบต่าง ๆ สายพานถูกออกแบบให้เหมาะสมกับสภาพของการทำงาน ที่นิยมใช้กันมาก ได้แก่ สายพานวี สามารถส่งกำลังได้ดีกว่าสายพานแบบอื่น ๆ และมีราคาถูก ส่วนสายพานชนิดอื่นก็ขึ้นอยู่กับการใช้งาน
ชนิดของสายพาน
ชนิดของสายพานเราสามารถแบ่งออกได้ 4 ชนิด ด้วยกันคือ
1. สายพานแบน (Flat Belts)
แสดงลักษณะของสายพานแบน (Flat Belts)
สายพานแบน เป็นอุปกรณ์อีกชนิดที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ใช้ในการส่งถ่ายกำลังจากพูลเลย์ของเพลาขับไปยังพูลเลย์ของเพลาตาม (เป็นอุปกรณ์หรือเครื่องจักรที่เราต้องการให้เกิดการทำงาน เช่น ปั๊มน้ำ  หรือ พัดลม เป็นต้น) โดยกำลังที่ส่งถ่ายจะขึ้นอยู่กับตัวแปรต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
– ความเร็วของสายพาน
– ความตึงของสายพานที่พาดผ่านชุดพูลเลย์
– มุมที่สายพานสัมผัสกับพูลเลย์ (Arc of Contact) โดยเฉพาะพูลเลย์ตัวที่เล็กกว่า
– สภาพแวดล้อมที่สายพานนั้นถูกใช้งาน เช่น มีความชื้นอยู่ตลอดเวลา หรือมีไอแอมโมเนีย ซึ่งจะส่งผลให้อายุของสายพานสั้นลง
  1.1 สายพานแบนสามารถจะแบ่งชนิดออกได้เป็น 3 ชนิดคือ
1. Light Drives เป็นสายพานที่ใช้กับงานเบาๆโดยที่ความเร็วของสายพานขณะใช้งานไม่เกิน 10m/s
2. Medium Drives เป็นสายพานที่ใช้กับงานหนักปานกลาง โดยที่ความเร็วของสายพานขณะใช้งานอยู่ระหว่าง 10-22m/s
3. Heavy Drives เป็นสายพานที่ใช้กับงานหนัก โดยที่ความเร็วของสายพานขณะใช้งาน สูงกว่า 22 m/s
  1.2 ความหนาและความกว้างมาตรฐานของสายพานแบน
ความหนามาตรฐานของสายพานแบนก็คือ  5, 6.5, 8, 10 และ 12 mm โดยจะมีความกว้างมาตรฐานที่แต่ละความหนาเป็นไปดังต่อไปนี้
– ที่ความหนา 5 mm จะมีความกว้างระหว่าง 35–63 mm
– ที่ความหนา 6.5 mm จะมีความกว้างระหว่าง 50–140 mm
– ที่ความหนา 8 mm จะมีความกว้างระหว่าง 90–224 mm
– ที่ความหนา 10 mm จะมีความกว้างระหว่าง125–400 mm
– ที่ความหนา 12 mm จะมีความกว้างระหว่าง 250–600 mm
   1.3 รูปแบบของการใช้งานสายพานแบน
การส่งกำลังจากพูลเลย์ตัวขับไปยังพูลเลย์ตัวตามด้วยสายพานแบนมีรูปแบบดังต่อไปนี้
1) Open Belt Drive: เป็นการใช้งานแบบลักษณะที่พูลเลย์ขับไปยังพูลเลย์ตัวตามหมุนไปในทิศทางเดียวกัน
2) Crossed or Twist Belt Drive: เป็นการใช้งานสายพานแบนในลักษณะที่พูลเลย์ตัวขับ และตัวตามหมุนไปในทิศทางตรงข้ามกัน
3) Quarter Turn Belt Drive: หรือในบางครั้งอาจจะเรียกว่า Right Angle Belt Drive เป็นการติดตั้งสายพานแบนในลักษณะที่ต้องการให้พูลเลย์ทั้งสองหมุนในทิศทางที่ทำมุมกัน 90 องศา และเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้สายพานลื่นไถลออกจากพูลเลย์ ควรกำหนดให้ความกว้างของพูลเลย์กว้างมากกว่าหรือเท่ากับ 1.4 เท่าของความกว้างของสายพานแบน
3.1) Belt Drive With Idler Pulley: ปกติแล้วการติดตั้งสายพานแบนจะกำหนดให้ด้านที่ตึงของสายพานแบนอยู่ด้านล่าง และให้ด้านหย่อนอยู่ด้านบน เพื่อทำให้มุมโอบของสายพานแบนรอบ พูลเลย์ตัวเล็กมีค่ามากกว่า 120 องศา แต่หากการติดตั้งของสายพานแบนในลักษณะที่ให้สายพานด้านหย่อนอยู่ด้านล่างแล้ว จะทำให้มุมโอบของสายพานรอบพูลเลย์ตัวเล็กจะมีไม่มากพอ หรือน้อยกว่า 120 องศา ทำให้การส่งกำลังทำได้ไม่ดีพอ จึงมีการติดตั้งชุด Idler Pulley เพื่อปรับความตึงของสายพานแบนให้เหมาะสม
4) Compound Belt Drive: เป็นลักษณะการใช้งานสายพานแบนที่ต่อกับต้นกำลังขับเพียงชุดเดียว และไปขับพูลเลย์ตัวตามหลาย ๆ ชุด
5) Stepped or Cone Pulley Drive: เป็นลักษณะการติดตั้งสายพานแบนที่ต้องการใช้งานเพื่อเพิ่มหรือลดความเร็วรอบ ของพูลเลย์ตัวตามในขณะที่พูลเลย์ตัวขับยังคงทำงานอยู่
  

2. สายพานวี (V – Belts)
2.1 หน้าที่การใช้งานสายพานวี
สายพานส่วนใหญ่ใช้กับเครื่องจักรกลตามโรงงานต่าง ๆ สามารถส่งกำลังได้ในตำแหน่งต่าง ๆ ได้ แต่ไม่สามารถส่งกำลังแบบไขว้เหมือนกับสายพานแบน ลักษณะการใช้งานของสายพานวี เช่น สายพานของเครื่องกลึง สายพานของรถไถนาเดินตาม เป็นต้น
2.2 สายพานวี (V – Belts) สามารถแบ่งชนิดออกได้อีกดังต่อไปนี้
        1) สายพานวีปกติเป็นสายพานที่ใช้งานกันโดยทั่วไปกับเครื่องจักรกลธรรมดา ที่ใช้ความเร็วรอบไม่มากนัก ทำด้วยแผ่นยางสลับกับผ้าใบเป็นชั้น ๆ
      2)สายพานร่องวีร่วม เป็นสายพานที่สร้างลิ่มหลายลิ่มมารวมกันในเส้นเดียว ปัจจุบันนิยมใช้มาก สายพานแบบนี้จะมีแผ่นปิดยางสังเคราะห์ จึงเหมาะสมกับงานที่มีการถ่ายเทโมเมนต์หมุนที่ไม่สม่ำเสมอ และระยะห่างแกนเพลามีค่ามาก ๆ
    3) สายพานวีแหลม เป็นสายพานวีเช่นกัน สามารถกระจายแรงตามแนวรัศมีไปยังแผ่นปิดด้านบนสายพานอย่างสม่ำเสมอตลอดหน้ากว้าง จึงเหมาะใช้กับแกนเพลาที่มีระยะห่างมาก ๆ และรับแรงสูง
       4) สายพานวีหน้ากว้าง เป็นสายพานรูปร่างพิเศษที่ใช้สำหรับการส่งกำลังที่มีการปรับความเร็วรอบตามความต้องการ
     5) สายพานวีหลายรูปพรรณเป็นสายพานที่ผิวชั้นบนเป็นพลาสติกหุ้มอยู่โดยรอบ ทำหน้าที่เป็นผิวรับแรงดึง ส่วนเนื้อสายพานร่องวีเป็นสายพานที่เรียงต่อกันไปที่สวมสัมผัสผิวร่องล้อพลูเลย์ได้แนบสนิทพอดี ซึ่งทำให้แรงตามแนวรัศมีถูกถ่ายเทไปยังด้านบนสายพานเหมาะกับงานที่มีอัตราทดสูงมาก ๆ
3. สายพานกลม (Ropes Belts)
สายพานกลมที่มีหน้าตัดเป็นรูปวงกลม การส่งกำลังด้วยสายพานกลมจะให้ความยืดหยุ่นสูงมาก และสามารถปรับตั้งทิศทางการหมุนได้หลายทิศทางตามความต้องการของผู้ใช้ สายพานกลมทำจากพลาสติกโพลียูริเทน จะต้านทานน้ำ น้ำมัน จาระบี และน้ำมันเบนซิน ขณะการทำงานจะไม่เกิดเสียงดัง
 
4. สายพานไทมิ่ง (Timing Belts)
สายพานไทมิ่งมีหน้าตัดเป็นรูปสี่เหลียมคางหมู และจะมีฟันเฟืองตลอดความยาวของสายพาน เป็นสายพานที่มีแกนรับแรงด้วยลวดเหล็กกล้า หรือทำด้วยลวดไฟเบอร์ฝังอยู่ในยางเทียม ฟันของสายพานทำด้วยยางเทียม แต่สูตรประสมพิเศษเพื่อให้คงรูปพอดีกับล้อของพูลเลย์ ซึ่งจะหุ้มด้วยเส้นใยไนลอนเพื่อลดการสึกหรอ สายพานชนิดนี้สามารถงอตัวได้ดี ใช้กับพูลเลย์ล้อเล็ก ๆ ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 16 มิลลิเมตรได้ เนื่องจากร่องสายพานจะมีขนาดเดียวกับบนร่องพูลเลย์ ทำให้เกิดการขบกันเหมือนฟันเฟือง จึงไม่เกิดการลื่นไถลขณะส่งกำลัง สามารถใช้เป็นตัวส่งกำลังงานในเครื่องยนต์ โดยเป็นตัวขับเฟืองเพลาข้อเหวี่ยงและเพลาราวลิ้น และจะไม่เสียงดังขณะทำงาน
เครดิตข้อมูลศึกษา @: http://thaipurchasing.com/article/%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B9%84%E0%B8%9B/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%99

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

แบบฟอร์มกรมโรงงาน

แบบฟอร์มกรมโรงงาน

http://www.diw.go.th/hawk/content.php?mode=download

 

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

รายชื่อ lab สก

ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์เอกชน ที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมโรงงานอุตสาหกรรม
ศูนย์วิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมภาคตะวันออก สำนักวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมโรงงาน

http://www.diw.go.th/diw_web/html/versionthai/news/laboratories/lab_fac.asp?lab=%B5%CD&t=%C7

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

อุปกรณ์และชิ้นส่วนต่างๆ ของรถโฟล์คลิฟท์

รูปภาพของ รถโฟลค์ลิฟท์งาเทฮิ้งค์ฟอร์ค

อุปกรณ์และชิ้นส่วนต่างๆ ของรถโฟล์คลิฟท์

1. เสารถโฟล์คลิฟท์ (Mast) คือ อุปกรณ์รางเลื่อนสำหรับให้ส่วนของงาขึ้น-ลง โดยทั่วไปเสารถโฟล์คลิฟท์จะมี 2 ท่อน ซึ่งยกได้ประมาณ 3 เมตร แต่ถ้าต้องการยกได้สูง 5-6 เมตร จะต้องเปลี่ยนเสาให้สูงขึ้น หรือใช้เสา 3 ท่อน (Full Free Mast) เสา 3 ท่อน คือ อุปกรณ์พิเศษของเสา เป็นเสาที่สามารถนำไปใช้ในสถานที่ที่มีความจำกัดได้

2. กระบอกไฮดรอลิค (Hydraulic) โดยมาตราฐานรถโฟล์คลิฟท์จะมีกระบอกไฮดรอลิคอยู่ 3 ชุด ดังนี้
2.1) กระบอกยก คือ กระบอกไฮดรอลิคที่ทำหน้าที่ยกงาขึ้นลง มี 2 กระบอก
2.2) กระบอกคว่ำ-หงาย คือ กระบอกไฮดรอลิคที่ทำหน้าที่เอียงเสาไปหน้าและหลัง มี 2 กระบอก
2.3) กระบอกบังคับเลี้ยว คือ กระบอกไฮดรอลิคที่ทำหน้าที่บังคับการเลี้ยวของรถโฟล์คลิฟท์ ในส่วนนี้จะมีกระบอกเดียว

3. งารถโฟล์คลิฟท์ (Fork) คือ อุปกรณ์ที่ใช้ยกสิ่งของต่างๆ และงายังเป็นอุปกรณ์ที่ “อันตราย” ที่สุด งานของรถโฟล์คลิฟท์มีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับลักษณะของสิ่งของที่ต้องการยก

4. ล้อหน้า (Front Wheel) คือ ล้อที่มีหน้าที่ 3 ประการ ดังนี้
4.1) รับน้ำหนักบรรทุก หรือ ล้อโหลด
4.2) ขับเคลื่อน
4.3) เบรค

5. ล้อหลัง (Rear Wheel) คือ ล้อที่ทำหน้าที่บังคับเลี้ยวเพียงอย่างเดียว

Cr.http://tiretruckcenter.com/

 
โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

power point สอนกรรมวิธีการผลิตพื้นฐาน

power point สอน กรรมวิธีการผลิตพื้นฐาน

www.rtc.ac.th/www_km/02/029/6241151.ppt

โพสท์ใน Iron's Knownledge | ใส่ความเห็น

Metal Forming

สาขา : เหมืองแร่

วิชา : Metal Forming

เนื้อหาวิชา : 518 : Theory and modern development of foundry processes
ข้อที่ 1 : สำหรับในประเทศไทย เมื่อกล่าวถึงกระบวนการ Die Casting หมายถึง?
1 : Permanent Mold Casting
2 : Gravity Die Casting
3 : High Pressure Die Casting
4 : Low Pressure Die Casting

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 2 : โลหะใดที่ไม่สามารถหล่อด้วยกรรมวิธี Die Casting
1 : เหล็กหล่อ
2 : อะลูมิเนียม
3 : สังกะสี
4 : แมกนีเซียม

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 3 : ชิ้นงานลักษณะใดที่ไม่เหมาะกับการหล่อโดยอาศัยแรงเหวี่ยง (Centrifugal Casting)
1 : ชิ้นงานทรงกระบอก
2 : ชิ้นงานขนาดใหญ่
3 : ชิ้นงานซับซ้อนที่ต้องอาศัยไส้แบบ (Core)
4 : ชิ้นงานบาง ๆ

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 4 : เตาหลอมโลหะชนิดใดที่ไม่ใช้กับการหลอมอะลูมิเนียม
1 : เตาไฟฟ้าแบบตัวต้านทาน (Resistance)
2 : เตาเชื้อเพลิงแบบใช้น้ำมัน
3 : เตาเชื้อเพลิงแบบใช้ก๊าซ
4 : เตาคิวโปลา

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 5 : กระบวนการหล่อใด ที่ไม่เหมาะสำหรับการผลิตชิ้นส่วนที่ต้องการความละเอียดสูง
1 : หล่อด้วยแบบหล่อทรายชื้น (Green Sand)
2 : กรรมวิธีขี้ผึ้งหาย (Lost Wax)
3 : กรรมวิธีอินเวสต์เมนต์ (Investment Casting)
4 : กรรมวิธีเชลล์โมลด์ (Shell Mold)

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 6 : ข้อใดไม่ใช่ส่วนประกอบที่อยู่ในหีบแบบ ขณะทำการหล่อด้วยกรรมวิธีแบบหล่อทราย
1 : ไส้แบบ (Core)
2 : แบบจำลองหรือกระสวน (Pattern)
3 : ทุ่นเย็น (Chill)
4 : ระบบทางเดินโลหะหลอมเหลว

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 7 : กรรมวิธีการหล่อแบบใดที่ไม่ต้องมีไรเซอร์
1 : High Pressure Die Casting
2 : Gravity Die Casting
3 : กรรมวิธีหล่อด้วยแบบทรายชื้น (Green Sand)
4 : กรรมวิธีหล่อด้วยแบบทรายแห้ง (ผสมเรซิน)

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 8 : คำว่า Permanent Mold Casting หรือการหล่อด้วยแบบหล่อถาวรนั้น เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า
1 : Die Casting
2 : Low Pressure Die Casting
3 : Gravity Die Casting
4 : High Pressure Die Casting

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 9 : ข้อใดไม่ใช่ข้อดีของกรรมวิธี High Pressure Die Casting
1 : ชิ้นงานเนื้อแน่น ไม่มีรูพรุน
2 : หล่อชิ้นงานบางได้
3 : กำลังการผลิตสูง เหมาะกับการหล่องานจำนวนมาก
4 : ความเที่ยงตรงของมิติชิ้นงานสูง

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 10 : ทราย CO2 คือ
1 : ทรายชื้น (Green Sand)
2 : ทรายที่มีคาร์บอเนตเป็นองค์ประกอบ
3 : ทรายทำแบบที่ผสมโซเดียมซิลิเกต
4 : ทรายทำแบบที่ผสมเรซิน

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 11 : กระบวนการหล่อตัวเรือนเครื่องประดับ และแหวนจากโลหะมีค่าเช่น ทอง เงิน เงินสเตอลิงในประเทศไทย ใช้วัสดุใดเป็นแบบหล่อ และหล่อด้วยกรรมวิธีใดเป็นส่วนใหญ่
1 : ทรายชื้น เทน้ำโลหะตามปกติ
2 : แม่พิมพ์ ใช้แรงดันฉีดน้ำโลหะเข้าแบบ
3 : ปูนปลาสเตอร์ ใช้แรงเหวี่ยงดันให้น้ำโลหะเข้าแบบ
4 : แม่พิมพ์ ใช้การหมุนแม่พิมพ์ให้เกิดแรงเหวี่ยงทำให้น้ำโลหะเข้าแบบ

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 12 : ข้อใดกล่าวผิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างขนาดเม็ดทรายกับความโปร่งอากาศ (ในทรายที่นำมาทำแบบหล่อโลหะ)
1 : แบบทรายที่ทำจากทรายเม็ดใหญ่ มีความโปร่งอากาศสูง
2 : แบบทรายที่ทำจากทรายเม็ดเล็ก มีความโปร่งอากาศต่ำ
3 : แบบทรายที่ทำจากทรายเม็ดใหญ่และเล็กผสมกัน มีความโปร่งอากาศต่ำกว่าแบบทรายที่ทำจากทรายเม็ดขนาดเดียวกัน
4 : แบบทรายที่ทำจากทรายเม็ดใหญ่และเล็กผสมกัน มีความโปร่งอากาศสูงกว่าแบบทรายที่ทำจากทรายเม็ดเล็กขนาดเดียว

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 13 : ข้อใดเป็นตัวประสานที่เติมในทรายแบบชนิดทรายชื้น (Green Sand) เพื่อทำให้ทรายแบบเกิดความแข็งแรง ด้วยแรงยึดเหนี่ยวระหว่างเม็ดทราย
1 : เรซิน
2 : กาว
3 : ดินเหนียวเบนโตไนต์
4 : ผงถ่านหรือผงแกรไฟต์

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 14 : ทรายที่ใช้กับงานทำแบบหล่อโลหะ ส่วนใหญ่จะเป็นทรายแก้ว มีส่วนผสมหลักคือ
1 : SiO2
2 : Na2O
3 : CaO
4 : Al2O3

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 15 : องค์ประกอบที่ทำให้ทรายแบบหล่อชนิดทรายชื้น (Green Sand) มีความแข็งแรงคือ
1 : น้ำ
2 : ดินเหนียว
3 : น้ำและดินเหนียว
4 : ผงถ่านหรือผงแกรไฟต์

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 16 : ในโรงงานหล่อโลหะด้วยแบบทราย มีอุปกรณ์ประเภทหนึ่งที่เรียกสั้น ๆ ว่า Jolt และ Squeeze อุปกรณ์พวกนี้ คือ
1 : อุปกรณ์/เครื่องทำ (ปั้น) แบบทรายชื้น (Green Sand)
2 : อุปกรณ์/เครื่องรื้อแบบหลังหล่อเสร็จแล้ว
3 : อุปกรณ์/เครื่องช่วยในการเทโลหะหลอมเหลวเข้าแบบ
4 : อุปกรณ์/เครื่องตรวจสอบคุณภาพชิ้นงานหล่อที่ได้

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 17 : ปัจจัยต่อไปนี้ ข้อใดมีผลต่อโครงสร้างและคุณสมบัติของชิ้นงานหล่อน้อยที่สุด
1 : ชนิดของวัสดุที่ใช้ทำแม่พิมพ์
2 : อุณหภูมิของเบ้าหล่อ
3 : ความแข็งของแม่พิมพ์
4 : อุณหภูมิของน้ำโลหะขณะเท

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 18 : ขณะที่ชิ้นงานโลหะเย็นตัวลง การหดตัวของชิ้นงานในช่วงใดที่อาจทำให้ชิ้นงานแตกหักมากที่สุด
1 : ช่วงก่อนจะมีการแข็งตัว
2 : ช่วงที่เริ่มแข็งตัว
3 : ช่วงที่มีการแข็งตัวเป็นบางส่วน
4 : ช่วงที่แข็งตัวหมดแล้วที่อุณหภูมิต่ำ

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 19 : ในการหล่อโดยใช้แม่พิมพ์เหล็ก ภาวะใดที่จะทำให้ได้โครงสร้างเกรนละเอียดที่สุด
1 : อุณหภูมิน้ำโลหะและอุณหภูมิแม่พิมพ์เหล็กสูง
2 : อุณหภูมิน้ำโลหะและอุณหภูมิแม่พิมพ์เหล็กต่ำ
3 : อุณหภูมิน้ำโลหะสูงและอุณหภูมิแม่พิมพ์เหล็กต่ำ
4 : อุณหภูมิน้ำโลหะต่ำและอุณหภูมิแม่พิมพ์เหล็กสูง

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 20 : อะลูมิเนียมผสมที่เหมาะสมกับงานหล่อมีโลหะใดเป็นตัวผสมหลัก
1 : ทองแดง
2 : ซิลิกอน
3 : เหล็ก
4 : แมกนีเซียม

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 21 : เหล็กหล่อมีส่วนผสมของคาร์บอนประมาณเท่าไร
1 : 0.01 – 0.1 wt%
2 : 0.5 – 1.0 wt%
3 : 1.5 – 2.0 wt%
4 : 2.0 – 4.0 wt%

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 22 : ตามรูปนี้ โครงสร้างเกรนแบบใดเกิดจากการหล่อ
1 : ข้อ (a)
2 : ข้อ (b)
3 : ข้อ (c)
4 : ทุกโครงสร้าง

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 23 : ในการหล่อโลหะผสม A-15wt%B น้ำโลหะจะเริ่มแข็งตัวที่ประมาณอุณหภูมิเท่าไร
1 : 1200˚C
2 : 1000˚C
3 : 750˚C
4 : 500˚C

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 24 : ในการหล่อโลหะผสม A-15wt%B น้ำโลหะจะแข็งตัวหมดที่ประมาณอุณหภูมิเท่าไร
1 : 1200˚C
2 : 1000˚C
3 : 750˚C
4 : 500˚C

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 25 : ในการหล่อโลหะผสม A-5wt%B โดยการเย็นตัวอย่างช้าๆ น้ำโลหะจะแข็งตัวหมดที่ประมาณอุณหภูมิเท่าไร
1 : 1200˚C
2 : 1000˚C
3 : 750˚C
4 : 500˚C

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 26 : โลหะผสม A-5wt%B ที่อุณหภูมิ 500˚C จะมีโครงสร้างประกอบด้วยอะไร
1 :
2 :
3 :
4 :

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 27 : โลหะผสม A-15wt%B ที่อุณหภูมิ 550˚C จะมีโครงสร้างประกอบด้วยอะไร
1 :
2 :
3 :
4 :

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 28 : จากรูป ระยะความยาวใดคือ ขนาดเกรน (grain size)
1 : A
2 : B
3 : C
4 : D

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 29 : จากรูป ระยะความยาวใดคือ ขนาดของ Primary Dendrite Arm Spacing
1 : A
2 : B
3 : C
4 : D

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 30 : จากรูป ระยะความยาวใดคือ ขนาดของ Secondary Dendrite Arm Spacing
1 : A
2 : B
3 : C
4 : D

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 31 : การหล่อดังที่แสดงในภาพ เป็นการทดสอบอะไร
1 : ความสามารถในการไหลของน้ำโลหะ
2 : ความหนืดของน้ำโลหะ
3 : สมบัติเชิงกลของงานหล่อ
4 : การแตกร้อน

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 32 : การหล่อดังที่แสดงในภาพ เป็นการทดสอบอะไร
1 : ความสามารถในการไหลของน้ำโลหะ
2 : ความหนืดของน้ำโลหะ
3 : สมบัติเชิงกลของงานหล่อ
4 : การแตกร้อน

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 33 : โครงสร้างที่เห็นในภาพเรียกว่าอะไร
1 : Columnar
2 : Dendrite
3 : Single Crystal
4 : Equiaxed

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 34 : จากรูป ข้อใดคือ Killed Steel
1 : (a)
2 : (b)
3 : (c)
4 : ทุกรูป

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 35 : จากรูป ข้อใดคือ Semi-Killed Steel
1 : (a)
2 : (b)
3 : (c)
4 : ทุกรูป

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 36 : จากรูป ข้อใดคือ Rimmed-Steel
1 : (a)
2 : (b)
3 : (c)
4 : ทุกรูป

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 37 : จากรูป ข้อใดคือ เหล็กหล่อขาว (white cast iron)
1 : A
2 : B
3 : C
4 : D

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 38 : จากรูป ข้อใดคือ เหล็กหล่อเทา (gray cast iron)
1 : A
2 : B
3 : C
4 : D

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 39 : จากรูป ข้อใดคือ เหล็กหล่อเหนียว (ductile cast iron)
1 : A
2 : B
3 : C
4 : D

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 40 : จากรูป ข้อใดคือ เหล็กหล่ออบเหนียว (malleable cast iron)
1 : A
2 : B
3 : C
4 : D

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 41 : เหล็กหล่อเหนียว (ductile cast iron) เป็นผลมาจากการเติมโลหะชนิดใด ลงในเหล็กหล่อเทา (gray cast iron) เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างกราไฟต์
1 : Si
2 : Al
3 : Mg
4 : Cu

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 42 : เหล็กหล่อชนิดใด ได้จากการเย็นตัวอย่างรวดเร็วขณะหล่อ
1 : White cast iron
2 : Gray cast iron
3 : Ductile cast iron
4 : Malleable cast iron

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 43 : วัสดุชนิดใดนำมาเป็นภาชนะใส่น้ำอะลูมิเนียมได้โดยไม่มีปัญหา
1 : Alumina
2 : Copper
3 : Steel
4 : Magnesium

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 44 : วัสดุชนิดใดนำมาเป็นภาชนะใส่น้ำแมกนีเซียมได้โดยไม่มีปัญหา
1 : Aluminium
2 : Zinc
3 : Steel
4 : Magnesium

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 45 : ทรายแบบหล่อในข้อใดต่อไปนี้มีราคาถูกที่สุด
1 : Silica sand
2 : Chromite sand
3 : Zircon sand
4 : Olivine sand

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 46 : ข้อใดเป็นข้อจำกัดหลักของ Silica sand
1 : มีราคาแพง
2 : มีจุดหลอมตัวสูง
3 : พบน้อยในธรรมชาติ
4 : มีอัตราการขยายตัวสูง

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 47 : ข้อใดผิด
1 : Zircon sand มีจุดหลอมตัวสูงกว่า Silica sand
2 : ทรายเม็ดใหญ่มี Permeability สูงกว่าทรายเม็ดเล็ก
3 : ทรายเม็ดใหญ่มี Flowability สูงกว่าทรายเม็ดเล็ก
4 : ทรายที่มีขนาดสม่ำเสมอมี Permeability ต่ำกว่าทรายเม็ดใหญ่และเม็ดเล็กผสมกัน

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 48 : ตัวประสานในข้อใดมีราคาถูกที่สุด
1 : Bentonite clay
2 : Furan resin
3 : Phenolic resin
4 : Sodium Silicate

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 49 : ข้อใดเป็นสารตั้งต้นในการผลิต Furan resin
1 : Urea Formaldehyde และ Furfuryl Alcohol
2 : Urea Formaldehyde และ Ethyl Alcohol
3 : Phenol Formaldehyde และ Hexamine
4 : Phenol Formaldehyde และ Methyl Alcohol

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 50 : ตัวประสานในข้อใดต่อไปนี้มีข้อจำกัดคือนำกลับมาใช้ใหม่ได้ยาก
1 : Bentonite clay
2 : Furan resin
3 : Phenolic resin
4 : Sodium Silicate

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 51 : คุณสมบัติในข้อใดของทรายแบบหล่อที่ทำให้สามารถระบายก๊าซผ่านทรายแบบหล่อได้ดี
1 : Permeability
2 : Collapsibility
3 : Thermal Stability
4 : Green Strength

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 52 : คุณสมบัติในข้อใดของทรายแบบหล่อที่ทำให้สามารถเคลื่อนย้ายแบบหล่อได้ง่าย
1 : Green Strength
2 : Hot Strength
3 : Dry Strength
4 : Collapsibility

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 53 : คุณสมบัติในข้อใดของทรายแบบหล่อที่ทำให้สามารถรื้อแบบได้ง่าย
1 : Green Strength
2 : Hot Strength
3 : Dry Strength
4 : Collapsibility

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 54 : ผงขี้เลื่อยไม่ช่วยเพิ่มคุณสมบัติในข้อใดของทรายแบบหล่อ
1 : Permeability
2 : Collapsibility
3 : Thermal Stability
4 : Green Strength

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 55 : หากต้องการทราบปริมาณความชื้นในทรายแบบหล่อต้องทำการทดสอบคุณสมบัติทรายในข้อใด
1 : Moisture content test
2 : Permeability test
3 : Fineness test
4 : Clay-content test

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 56 : กระบวนการทำแบบในข้อใดเหมาะต่อการทำแบบทรายสำหรับหล่อระฆังโบสถ์ขนาดใหญ่
1 : Shell Mold
2 : Vacuum Process
3 : Green Sand Molding
4 : Loam Mold

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 57 : กระบวนการทำแบบในข้อใดถือได้ว่าเป็นกระบวนการที่มีต้นทุนต่ำที่สุด
1 : Shell Mold
2 : Vacuum Process
3 : Green Sand Molding
4 : Loam Mold

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 58 : กระบวนการทำแบบในข้อใดเหมาะต่อการทำแบบทรายสำหรับอัญมณีเครื่องประดับที่มีรายละเอียดมาก
1 : Shell Mold
2 : Lost Wax Process
3 : Green Sand Molding
4 : Loam Mold

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 59 : อีกชื่อหนึ่งของ Lost Was Process คือ
1 : Investment Casting
2 : Shell Mold
3 : Vacuum Process
4 : Green Sand Molding

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 60 : ข้อใดเป็นข้อได้เปรียบของ Dry Sand Molding
1 : ได้แบบทรายที่มีความแข็งแรง ต้านทานการกัดเซาะของน้ำโลหะได้ดี
2 : เป็นวิธีที่ประหยัดเวลาในการทำแบบ
3 : ทรายแบบสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ง่าย
4 : เป็นกระบวนการที่สะอาดทำให้เกิดกากอุตสาหกรรมน้อย

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 61 : ข้อใดไม่ใช่ลักษณะเกรนในโครงสร้างงานหล่อ
1 : Chilled Grain
2 : Columnar Grain
3 : Equiaxed Grain
4 : Elongated Grain

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 62 : ในการวัด Fluidity แบบมาตรฐานมีรูปร่างอย่างไร
1 : ทรงก้นหอย
2 : ทรงกรวย
3 : ทรงกลม
4 : ทรงพีระมิด

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 63 : Moisture Teller เป็นเครื่องมือสำหรับวิเคราะห์อะไร
1 : ปริมาณความชื้นในทรายแบบ
2 : ปริมาณความชื้นใน Binder
3 : ปริมาณความชื้นในชิ้นงานหล่อ
4 : ปริมาณความชื้นในบรรยากาศของโรงหล่อ

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 64 : การหาความละเอียดของทรายแบบใช้วิธีการใด
1 : Sieve Analysis
2 : Permeability Test
3 : Moisture Content Test
4 : Refractoriness Test

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 65 : ความแข็งแรงแบบใดของทรายแบบหล่อที่ไม่เป็นที่นิยมทดสอบ
1 : Tensile Strength Test
2 : Compressive Strength Test
3 : Shear Strength Test
4 : ถูกทุกข้อ

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 66 : ข้อใดไม่ใช่ข้อดีของเตาหลอมแบบ Induction
1 : เพิ่มคาร์บอนให้กับงานหล่อได้จากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิง
2 : สามารถควบคุมปริมาณธาตุต่าง ๆ ได้ง่าย
3 : สามารถควบคุมอุณหภูมิของโลหะหลอมเหลวได้ดี
4 : สูญเสียโลหะขณะทำการหลอมน้อย

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 67 : เกรนในลักษณะใดที่ส่งผลให้สมบัติเชิงกลของชิ้นงานไม่สม่ำเสมอในแต่ทิศทาง
1 : Chilled Grain
2 : Columnar Grain
3 : Equiaxed Grain
4 : Isotropic Grain

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 68 : อุปกรณ์ในข้อใดต่อไปนี้ ใช้สำหรับเจาะรูไอ
1 : Vent Wire
2 : Riddle
3 : Draw Spike
4 : Bench Rammer

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 69 : อุปกรณ์ในข้อใดต่อไปนี้ ใช้สำหรับถอดแบบ
1 : Draw Spike
2 : Vent Wire
3 : Riddle
4 : Bench Rammer

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 70 : การเติมผง Cereals ลงไปในทรายแบบหล่อไม่เป็นการเพิ่มสมบัติในข้อใด
1 : Permeability
2 : Dry Strength
3 : Green Strength
4 : Collapsibility

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 71 : การเติมโมลาส (Molasses) ลงไปในทรายแบบหล่อเป็นการเพิ่มสมบัติในข้อใด
1 : Dry Strength
2 : Green Strength
3 : Flowability
4 : Permeability

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 72 : การเติมผงเหล็กออกไซด์ลงไปในทรายแบบหล่อเป็นการเพิ่มสมบัติในข้อใด
1 : Hot Strength
2 : Green Strength
3 : Flowability
4 : Permeability

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 73 : การเติมผงทรายซิลิกาลงไปในทรายแบบหล่อเป็นการเพิ่มสมบัติในข้อใด
1 : Refractoriness
2 : Green Strength
3 : Flowability
4 : Permeability

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 74 : ข้อใดไม่ใช่ข้อได้เปรียบของกระบวนการหล่อแบบ Vacuum Process
1 : เหมาะสำหรับผลิตชิ้นงานจำนวนน้อย
2 : เป็นกระบวนการที่เงียบปราศจากเสียง
3 : ปริมาณของเสียน้อย
4 : ไม่จำเป็นต้องใช้แรงงานฝีมือมาก

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 75 : เพราะเหตุใดข้อต่อท่อจึงนิยมทำจากเหล็กหล่ออบเหนียว (Malleable Cast Iron)
1 : เพราะข้อต่อท่อมีความหนาน้อยอัตราการเย็นตัวจึงสูง จึงหล่อให้เป็นเหล็กหล่อขาวได้ง่าย
2 : เพราะเหล็กหล่ออบเหนียว (Malleable Cast Iron) มีความแข็งแรงอยู่ในเกณฑ์ดี
3 : เพราะเหล็กหล่ออบเหนียว (Malleable Cast Iron) มีราคาถูก
4 : เพราะเหล็กหล่ออบเหนียว (Malleable Cast Iron) มีอัตราการหดตัวต่ำ

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 76 : ข้อใดผิด
1 : โลหะที่มี Heat Capacity สูงจะมี Fluidity ต่ำ
2 : Permeability ของทรายแบบมีผลต่อความยากง่ายของโลหะหลอมในการไหลเข้าเติมโพรงแบบ
3 : โลหะที่มี Solidification Range สั้นมักจะมี Fluidity สูงกว่า Solidification Range กว้าง
4 : โลหะที่มีความหนืดมากจะมี Fluidity ต่ำ

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 77 : ข้อใดผิด
1 : หากโลหะเกิดการแข็งตัวอย่างรวดเร็วจะทำให้ได้เกรนละเอียด
2 : เหล็กหล่อสามารถหล่อหลอมได้ง่ายกว่าเหล็กกล้า
3 : เหล็กหล่อสีเทาโดยทั่วไปมีอัตราการหดตัว (Shrinkage) ต่ำกว่าเหล็กหล่อสีขาว
4 : ข้อเสียของเตา Induction คือควบคุมปริมาณคาร์บอนในน้ำเหล็กได้ยากกว่าเตา Cupola

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

เนื้อหาวิชา : 519 : Gating and riser design
ข้อที่ 78 : การตรวจสอบเพื่อหารูพรุนหรือโพรงในเนื้องานหล่อทำได้โดยวิธีใด
1 : ตรวจสอบโดยวิธีรังสีเอกซ์ (Radiography)
2 : ใช้ตาเปล่าตรวจดูสภาพชิ้นงาน (Visual Inspection)
3 : ใช้สนามแม่เหล็กและผงเหล็ก (Magnetic-particle technique)
4 : ใช้สารทา (Penetrant)

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 79 : การตรวจสอบคุณภาพชิ้นงานหล่อ วิธีใดเป็นการตรวจสอบแบบทำลาย (Destructive Inspection)
1 : การตรวจด้วยรังสีเอกซ์
2 : การตรวจด้วยตาเปล่า
3 : การทดสอบแรงดึง
4 : การตรวจสอบด้วยคลื่นอัลตราโซนิก

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 80 : ข้อใดมีความหมายต่างจากพวก
1 : Riser
2 : Feeder
3 : รูล้น
4 : รูเท

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 81 : นิยาม มอดุลัสการเย็นตัว (M) คือ อัตราส่วนระหว่างปริมาตร ต่อ พื้นที่ผิว เมื่ออธิบายจากค่า M นี้ หลักการออกแบบไรเซอร์ คืออะไร
1 : M ของส่วนที่เป็นไรเซอร์ต้อง สูงกว่า M ของส่วนที่เป็นชิ้นงานหล่อ
2 : M ของส่วนที่เป็นไรเซอร์ต้อง ต่ำกว่า M ของส่วนที่เป็นชิ้นงานหล่อ
3 : M ของทั้งสองส่วนต้องเท่ากันและยิ่งมีค่าน้อยยิ่งดี
4 : M ของทั้งสองส่วนต้องเท่ากันและยิ่งมีค่ามากยิ่งดี

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 82 : นิยาม มอดุลัสการเย็นตัว คือ อัตราส่วนของปริมาตร ต่อ พื้นที่ผิว ความหมายของมอดุลัสการเย็นตัวในการออกแบบงานหล่อโลหะ คืออะไร
1 : บริเวณที่มีมอดุลัสการเย็นตัวสูงกว่า จะแข็งตัวก่อนส่วนอื่น
2 : บริเวณที่มีมอดุลัสการเย็นตัวต่ำกว่า จะแข็งตัวก่อนส่วนอื่น
3 : มอดุลัสการเย็นตัว ไม่เกี่ยวกับเวลาในการแข็งตัวของโลหะ
4 : มอดุลัสในการเย็นตัวใช้บอกถึงระดับการหดตัวในสภาพของแข็งเพื่อประเมินว่าจะเกิดความเค้นตกค้างในชิ้นงานหรือไม่

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 83 : การใช้ไรเซอร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อชดเชยการหดตัวของโลหะในกรณีใด
1 : การหดตัวในสถานะของเหลว
2 : การหดตัวในสถานะของแข็ง
3 : การหดตัวขณะแข็งตัว (เปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็นของแข็ง)
4 : การหดตัวขณะเปลี่ยนเฟส (Phase Transformation)

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 84 : ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยในการพิจารณาการเผื่อขนาดของแบบจำลองหรือกระสวน (Pattern)
1 : การเจียระไนหรือกลึงไสเพื่อตกแต่งผิวชิ้นงานหล่อ
2 : การหดตัวของงานหล่อหลังจากแข็งตัวแล้ว
3 : การหดตัวของโลหะขณะที่แข็งตัว (Soldiify)
4 : การกลึงผิวงานหล่อเพื่อทำเกลียว

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 85 : การป้องกันปัญหาโพรงหดตัวจากการแข็งตัว (Solidification Shrinkage) ในเนื้องานหล่อโลหะมีอยู่ด้วยกันหลายวิธี ได้แก่ วิธีดังต่อไปนี้ ยกเว้นข้อใด
1 : ออกแบบให้มีไรเซอร์ (Riser)
2 : ติดทุ่นเย็น (Chill)
3 : ออกแบบให้มีการแข็งตัวอย่างมีทิศทางภายในระบบงานหล่อ
4 : เผื่อขนาดของแบบจำลอง (กระสวนหรือ Pattern)

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 86 : เมื่อเกิดปัญหาโลหะหลอมเหลวไหลเข้าไม่เต็มโพรงแบบ หรือที่เรียกว่า Misrun จะต้องแก้ไขที่ใด
1 : การออกแบบระบบทางเดินโลหะหลอมเหลว (Gating System)
2 : การออกแบบไรเซอร์ (Riser)
3 : การออกแบบทุ่นเย็น (Chill)
4 : การออกแบบ Pattern

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 87 : ในการหล่อโลหะผสมชนิดหนึ่ง พบว่าได้ผลดังรูป กล่าวคือ ถึงมีการใช้ไรเซอร์ (Riser) ก็ไม่ทำให้โพรงหดตัวภายในเนื้อชิ้นงานหมดไป โลหะผสมชนิดนี้มีลักษณะเป็นอย่างไร
1 : เหล็กหล่อเทา
2 : โลหะผสมที่มีช่วงการแข็งตัวกว้าง (Long Range Solidification)
3 : โลหะผสมที่มีการแข็งตัวแบบ skin mode
4 : โลหะผสมที่มีจุดหลอมเหลวสูง

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 88 : การกำหนดค่าดราฟต์ (Draft) หรือเทเปอร์ (Taper) ในแบบจำลอง (กระสวนหรือ Pattern) ที่ใช้กับการทำแบบหล่อทรายนั้น กำหนดขึ้นเพื่อจุดประสงค์ใด
1 : เผื่อการหดตัวของชิ้นงานหล่อ
2 : เผื่อการหดตัวของกระสวนเอง
3 : เผื่อการขยายตัวของทรายแบบ
4 : ช่วยให้ถอดกระสวนออกจากแบบทรายได้ง่ายขึ้น

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 89 : โดยทั่วไปการใช้ทุ่นเย็น (Chill) และการใช้ไรเซอร์ (Riser) เพื่อแก้ปัญหาโพรงหดตัวในงานหล่อโลหะ ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะใช้ได้ผลดีกับโลหะประเภทใด
1 : โลหะที่แข็งตัวแบบ Mushy
2 : โลหะที่มีช่วงการแข็งตัวกว้าง (Long Range Solidification)
3 : โลหะที่แข็งตัวแบบ Skin mode
4 : ใช้ได้ดีกับโลหะทุกชนิด

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 90 : โลหะที่แข็งตัวแบบ Mushy เวลาหล่อเป็นชิ้นงานหล่อ ถึงแม้จะมีการติดไรเซอร์ (Riser) แล้วก็ตาม ยังอาจเกิดปัญหาโพรงในเนื้อโลหะในลักษณะใด
1 : Microporosity ที่เกิดจาก Microshrinkage
2 : โพรงหดตัวตรงมุม
3 : โพรงหดตัวบริเวณ junction เช่น T-junction X-junction
4 : โพรงก๊าซ

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 91 : ข้อใดผิดไปจากหลักการออกแบบรูล้น (ไรเซอร์)
1 : วางไว้ติดส่วนที่แข็งตัวหลังสุดของงานหล่อ
2 : วางไว้ติดกับทุ่นเย็น (ชิลล์)
3 : ถ้าเป็นไปได้ใช้ปลอกฉนวน หรือ สารให้ความร้อนแก่ไรเซอร์ด้วย
4 : มอดุลัสการเย็นตัวของไรเซอร์ต้องสูงกว่าส่วนที่เป็นชิ้นงานหล่อ

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 92 : ในการหล่อชิ้นงานรูปทรงเดียวกันขนาดเท่ากันจากโลหะต่อไปนี้ โลหะใดที่มีความจำเป็นต้องใช้รูล้น (ไรเซอร์) น้อยที่สุด
1 : อะลูมิเนียม
2 : เหล็กกล้าคาร์บอน
3 : เหล็กกล้าผสม
4 : เหล็กหล่อเทา

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 93 : จากรูป แสดงว่าเป็นการแข็งตัวของโลหะแบบใด
1 : โลหะผสมที่มีช่วงการแข็งตัวสั้น (Short Range Solidification)
2 : โลหะบริสุทธิ์
3 : โลหะผสมที่มีช่วงการแข็งตัวกว้าง (Long Range Solidification)
4 : โลหะผสมที่มียูเทกติก

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 94 : จากรูปเป็นการแข็งตัวของโลหะผสมชนิดใด
1 : โลหะผสมที่มีช่วงการแข็งตัวกว้าง (Long Range Solidification)
2 : โลหะผสมที่มีช่วงการแข็งตัวแคบ (Short Range Solidification)
3 : โลหะบริสุทธิ์
4 : โลหะผสมที่มีจุดหลอมเหลว (อุณหภูมิลิควิดัส) สูง

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 95 : ชิ้นส่วน C ในรูปนี้มีไว้เพื่อควบคุมอะไร
1 : อุณหภูมิของน้ำโลหะ
2 : อุณหภูมิของเบ้าหล่อ
3 : การไหลของน้ำโลหะ
4 : ความดันของน้ำโลหะ

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 96 : ชิ้นส่วนใด ในรูปควรมีการปรับเปลี่ยนรูปทรงให้เรียวตรงปลาย (tapered) เพื่อควบคุมการไหลของน้ำโลหะ
1 : A
2 : B
3 : C
4 : D

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 97 : ในการหล่อโลหะชนิดหนึ่ง (density = 7,500 kg/m3) ตามแบบในรูปภาพ แรงดันน้ำโลหะที่ช่วยในการไหลมีประมาณเท่าไร
1 : 1 kPa
2 : 5 kPa
3 : 15 kPa
4 : 30 kPa

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 98 : ในการหล่อโลหะชนิดหนึ่ง (density = 7,500 kg/m3) ตามแบบในรูปภาพ ความเร็วของน้ำโลหะที่ไหลในรูเข้าชิ้นงาน (D) มีประมาณเท่าไร
1 : 0.5 m/s
2 : 1 m/s
3 : 2 m/s
4 : 5 m/s

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 99 : จากรูป ชิ้นส่วนใด คือ แอ่งเท (Pouring Basin)
1 : A
2 : B
3 : C
4 : D

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 100 : จากรูป ชิ้นส่วนใด คือ รูเท (Sprue)
1 : A
2 : B
3 : C
4 : D

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 101 : จากรูป ชิ้นส่วนใด คือ บ่อขังน้ำ (Well)
1 : A
2 : B
3 : C
4 : D

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 102 : จากรูป ชิ้นส่วนใด คือ รูวิ่ง (Runner)
1 : A
2 : B
3 : C
4 : D

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 103 : จากรูป ชิ้นส่วนใด คือ รูเข้า (Gate)
1 : C
2 : D
3 : E
4 : F

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 104 : จากรูป ชิ้นส่วนใด คือ ชิ้นงานหล่อ (Casting)
1 : C
2 : D
3 : E
4 : F

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 105 : ในการออกแบบชิ้นงานหล่อรูปตัว L แบบใดควรใช้ที่สุด
1 : A
2 : B
3 : C
4 : ใช้ได้ดีทุกแบบ

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 106 : ในการออกแบบชิ้นงานหล่อรูปตัว V แบบใดควรใช้ที่สุด
1 : A
2 : B
3 : C
4 : ใช้ได้ดีทุกแบบ

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 107 : ในการออกแบบชิ้นงานหล่อรูปตัว Y แบบใดควรใช้ที่สุด
1 : A
2 : B
3 : C
4 : ใช้ได้ดีทุกแบบ

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 108 : ในการออกแบบชิ้นงานหล่อรูปตัว T แบบใดควรใช้ที่สุด
1 : A
2 : B
3 : C
4 : ใช้ได้ดีทุกแบบ

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 109 : รูล้น (Riser) คืออะไร
1 : ส่วนประกอบหนึ่งที่ช่วยส่งน้ำโลหะเพื่อชดเชยการหดตัวของชิ้นงานหล่อ
2 : ส่วนประกอบหนึ่งที่ช่วยส่งน้ำโลหะเข้าสู่โพรงที่เป็นขิ้นงาน
3 : ส่วนประกอบหนึ่งที่เป็นทางไหลของน้ำโลหะ
4 : ส่วนประกอบหนึ่งที่ช่วยรับน้ำโลหะจากการเท

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 110 : รูเข้า (Gate) คืออะไร
1 : ส่วนประกอบหนึ่งที่ช่วยส่งน้ำโลหะเพื่อชดเชยการหดตัวของชิ้นงานหล่อ
2 : ส่วนประกอบหนึ่งที่ช่วยส่งน้ำโลหะเข้าสู่โพรงที่เป็นขิ้นงาน
3 : ส่วนประกอบหนึ่งที่เป็นทางไหลของน้ำโลหะ
4 : ส่วนประกอบหนึ่งที่ช่วยรับน้ำโลหะจากการเท

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 111 : รูวิ่ง (Runner) คืออะไร
1 : ส่วนประกอบหนึ่งที่ช่วยส่งน้ำโลหะเพื่อชดเชยการหดตัวของชิ้นงานหล่อ
2 : ส่วนประกอบหนึ่งที่ช่วยส่งน้ำโลหะเข้าสู่โพรงที่เป็นขิ้นงาน
3 : ส่วนประกอบหนึ่งที่เป็นทางไหลของน้ำโลหะ
4 : ส่วนประกอบหนึ่งที่ช่วยรับน้ำโลหะจากการเท

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 112 : แอ่งน้ำโลหะ (Basin) คืออะไร
1 : ส่วนประกอบหนึ่งที่ช่วยส่งน้ำโลหะเพื่อชดเชยการหดตัวของชิ้นงานหล่อ
2 : ส่วนประกอบหนึ่งที่ช่วยส่งน้ำโลหะเข้าสู่โพรงที่เป็นขิ้นงาน
3 : ส่วนประกอบหนึ่งที่เป็นทางไหลของน้ำโลหะ
4 : ส่วนประกอบหนึ่งที่ช่วยรับน้ำโลหะจากการเท

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 113 : กระสวน คืออะไร
1 : รูปทรงที่ทำจำลองขิ้นงานหล่อ
2 : ส่วนบนของเบ้าทราย
3 : ส่วนล่างของเบ้าทราย
4 : ไส้หรือแกนเพื่อให้เกิดช่องว่างในชิ้นงานหล่อ

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 114 : Core คืออะไร
1 : รูปทรงที่ทำจำลองขิ้นงานหล่อ
2 : ส่วนบนของเบ้าทราย
3 : ส่วนล่างของเบ้าทราย
4 : ไส้หรือแกนเพื่อให้เกิดช่องว่างในชิ้นงานหล่อ

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 115 : Cope คืออะไร
1 : รูปทรงที่ทำจำลองขิ้นงานหล่อ
2 : ส่วนบนของเบ้าทราย
3 : ส่วนล่างของเบ้าทราย
4 : ไส้หรือแกนเพื่อให้เกิดช่องว่างในชิ้นงานหล่อ

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 116 : Drag คืออะไร
1 : รูปทรงที่ทำจำลองขิ้นงานหล่อ
2 : ส่วนบนของเบ้าทราย
3 : ส่วนล่างของเบ้าทราย
4 : ไส้หรือแกนเพื่อให้เกิดช่องว่างในชิ้นงานหล่อ

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 117 : จากภาพ เป็นการหล่อวิธีใด
1 : Low-Pressure Casting
2 : Sand Casting
3 : High-Pressure Die Casting
4 : Lost-Wax Casting

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 118 : จากภาพ เป็นการหล่อวิธีใด
1 : Low-Pressure Casting
2 : Sand Casting
3 : High-Pressure Die Casting
4 : Lost-Wax Casting

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 119 : จากภาพ เป็นการหล่อวิธีใด
1 : Low-Pressure Casting
2 : Sand Casting
3 : High-Pressure Die Casting
4 : Lost-Wax Casting

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 120 : เตาหลอมโลหะดังแสดงในภาพ คือเตาอะไร
1 : Induction Furnace
2 : Arc Furnace
3 : Gas Crucible Furnace
4 : Cupola Furnace

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 121 : เตาหลอมโลหะดังแสดงในภาพ คือเตาอะไร
1 : Induction Furnace
2 : Arc Furnace
3 : Gas Crucible Furnace
4 : Cupola Furnace

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 122 : เตาหลอมโลหะดังแสดงในภาพ คือเตาอะไร
1 : Induction Furnace
2 : Arc Furnace
3 : Gas Crucible Furnace
4 : Cupola Furnace

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 123 : เตาหลอมโลหะดังแสดงในภาพ คือเตาอะไร
1 : Induction Furnace
2 : Arc Furnace
3 : Gas Crucible Furnace
4 : Cupola Furnace

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 124 : การหล่ออะลูมิเนียมแบบใดที่เหมาะสำหรับผลิตชิ้นงานที่มีปริมาณการผลิตสูง เช่นในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์
1 : หล่อทราย (Sand Casting)
2 : หล่อแม่พิมพ์ความดันสูง (High Pressure Die Casting)
3 : หล่อแบบขี้ผึ้งหาย (Lost-Wax Casting)
4 : หล่อโฟมหาย (Lost-Foam Casting)

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 125 : การหล่อแบบใดไม่นิยมใช้ในการหล่อเหล็ก
1 : หล่อทราย (Sand Casting)
2 : หล่อแม่พิมพ์ความดันสูง (High Pressure Die Casting)
3 : หล่อแบบขี้ผึ้งหาย (Lost-Wax Casting)
4 : หล่อโฟมหาย (Lost-Foam Casting)

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 126 : การหล่อชิ้นงานขนาดเล็กที่มีรายละเอียดมาก เช่น เครื่องประดับทองคำ นิยมใช้การหล่อแบบใด
1 : หล่อทราย (Sand Casting)
2 : หล่อแม่พิมพ์ความดันสูง (High Pressure Die Casting)
3 : หล่อแบบขี้ผึ้งหาย (Lost-Wax Casting)
4 : หล่อโฟมหาย (Lost-Foam Casting)

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 127 : ชิ้นงานพวกใดเหมาะกับการขึ้นรูปด้วยการหล่อ
1 : แหวนทองคำ
2 : โครงรถยนต์
3 : ไขควง
4 : ท่อไอเสีย

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 128 : ข้อใดไม่ใช่ข้อดีของการหล่อทราย
1 : ต้นทุนต่ำเหมาะกับชิ้นงานจำนวนน้อย
2 : ใช้หล่อโลหะที่มีอุณหภูมิสูงได้
3 : รูพรุนในเบ้าทรายเป็นตัวระบายอากาศได้ดี
4 : ได้ชิ้นงานที่แข็งแกร่งกว่าการหล่อแบบอื่นๆ

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 129 : ขั้นตอนใดที่เป็นส่วนหนึ่งในการหล่อทราย
1 : การฉีดสารหล่อลื่น
2 : การหลอมละลายขี้ผึ้ง
3 : การทำกระสวน
4 : การเหวี่ยง

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 130 : ข้อใดเป็นหน้าที่ของ Riser หรือ Feeder
1 : ป้อนน้ำโลหะเพื่อชดเชยการหดตัวของโลหะ
2 : ควบคุมอัตราการเย็นตัวของงานหล่อ
3 : ป้อนความร้อนให้กับน้ำโลหะ
4 : ป้องกันการเกิดโพรงแก๊สในงานหล่อ

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 131 : ข้อใดคือหน้าที่ของ Pouring Basin
1 : รองรับน้ำโลหะก่อนที่จะไหลลงไปยัง Sprue
2 : ให้น้ำหนักกดทับหีบแบบเพื่อป้องกันการเกิด Fin และ Flash
3 : เป็นเครื่องหมายแสดงขนาดของโพรงแบบและทิศทางการไหลของน้ำโลหะ
4 : เป็นจุดสังเกตว่าน้ำโลหะไหลเต็มแบบหรือไม่

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 132 : ข้อใดเป็นรูปทรงของ Sprue ที่ดี
1 : ทรงกระบอก
2 : ทรงกระบอกเอียงมีขนาดใหญ่ด้านบนและเล็กลงด้านล่าง
3 : ทรงกรวย
4 : ปริซึมฐานสี่เหลี่ยม

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 133 : ข้อใดไม่ใช่ข้อเสียของการใช้ Sprue ที่สูงเกินไป
1 : ทำให้แรงดันน้ำโลหะที่กระทำต่อแบบมาก อาจเกิน Break Out, Fin หรือ Flash ได้
2 : ทำให้สิ้นเปลืองน้ำโลหะ
3 : ทำให้ความเร็วของน้ำโลหะสูงเกินไป
4 : ทำให้รื้อแบบได้ยาก

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 134 : ชิ้นงานที่มีความสูงมาก ๆ ควรใช้ Gate ในข้อใด
1 : Top Gate
2 : Parting Line Gate
3 : Bottom Gate
4 : Step Gate

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 135 : Skim Bob ทำหน้าที่ใด
1 : ดักเศษทรายไม่ให้เข้าไปในโพรงแบบ
2 : ลดพื้นที่รอยต่อของ Riser ทำให้ตัดออกจากชิ้นงานได้ง่าย
3 : ควบคุมอัตราการเย็นตัวของชิ้นงาน
4 : ลดการกัดเซาะโลหะหลอมเหลวต่อทรายแบบ

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 136 : ระบบทางเข้าโลหะหลอมเหลวแบบในข้อใดทำให้เกิดการไหลแบบ Turbulence น้อยที่สุด
1 : Bottom Gate
2 : Parting Line Gate
3 : Top Gate
4 : Skimming Gate

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 137 : ระบบทางเข้าโลหะหลอมเหลวแบบในข้อใดทำให้เกิด Directional Solidification ได้ง่ายที่สุด
1 : Top Gate
2 : Bottom Gate
3 : Parting Line Gate
4 : Skimming Gate

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 138 : อัตราส่วนของพื้นที่ภาคตัดขวางของ Sprue : Runner : Gate ในข้อใดต่อไปนี้เป็นแบบ Unpressurized Gating System
1 : 1:3:3
2 : 1:0.5:0.5
3 : 3:2:1
4 : 1:0.75:0.5

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 139 : อัตราส่วนของพื้นที่ภาคตัดขวางของ Sprue : Runner : Gate ในข้อใดต่อไปนี้เป็นแบบ Pressurized Gating System
1 : 1:0.75:0.5
2 : 1:3:3
3 : 1:1.5:2
4 : 1:2:3

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

เนื้อหาวิชา : 520 : Pattern design
ข้อที่ 140 : ข้อใดไม่ใช่เหตุผลของการเผื่อขนาดแบบจำลอง (Pattern Allowance)
1 : เพื่อชดเชยการหดตัว
2 : เพื่อชดเชยการกลึงไส
3 : เพื่อให้ถอด Pattern ได้ง่าย
4 : เพื่อชดเชยการหดตัวของโลหะหลอมเหลวเมื่อเปลี่ยนสถานะ

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 141 : ข้อใดเป็นข้อเสียเปรียบของ Pattern ที่ทำจากไม้
1 : ความต้านทานการกัดกร่อน
2 : ความยากง่ายในการซ่อม
3 : น้ำหนัก
4 : อัตราการขยายตัวเมื่อได้รับความชื้น

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 142 : Pattern แบบใดเหมาะสำหรับชิ้นงานหล่อที่มีขนาดใหญ่มาก
1 : Skeleton Pattern
2 : Match Plate Pattern
3 : Gate Pattern
4 : Loose Pattern

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 143 : ข้อใดไม่ใช่ข้อได้เปรียบของ Pattern ที่ทำจากเหล็กกล้า
1 : น้ำหนัก
2 : ความคงทน
3 : ความยากง่ายในการตัดเจาะ
4 : การขยายตัวเมื่อได้รับความชื้น

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 144 : ข้อใดไม่ใช่ข้อได้เปรียบของ Pattern ที่ทำจากปูนปลาสเตอร์
1 : ความต้านทานแรงกระแทก
2 : ความต้านทานแรงอัด
3 : ความยากง่ายในการตัดเจาะ
4 : น้ำหนัก

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 145 : Pattern ในข้อใดเหมาะสำหรับผลิตชิ้นงานเป็นจำนวนมาก
1 : Gate Pattern
2 : Skeleton Pattern
3 : Sweep Pattern
4 : Follow Board Pattern

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

เนื้อหาวิชา : 521 : Finishing and inspection of castings
ข้อที่ 146 : ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่กระบวนการทำความสะอาดชิ้นงานหล่อ
1 : Shot Peening
2 : Sand Blasting
3 : Wire Bushing
4 : Tumbling

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 147 : ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่การทดสอบแบบไม่ทำลาย (Non Destructive Testing)
1 : Fatigue Testing
2 : Liquid Penetrant Testing
3 : Ultrasonic Testing
4 : X-ray Testing

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

เนื้อหาวิชา : 522 : Casting design
ข้อที่ 148 : โลหะในข้อใดต่อไปนี้มีอัตราการหดตัวสูงที่สุด
1 : เหล็กหล่อสีเทา
2 : เหล็กหล่อกราไฟต์กลม
3 : เหล็กกล้า
4 : อะลูมิเนียมผสมซิลิกอน

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 149 : ข้อใดคือหน้าที่ของ Chill
1 : ป้อนน้ำโลหะเพื่อชดเชยการหดตัวของโลหะ
2 : ทำให้โลหะแข็งตัวช้าลงบริเวณที่ติด Chill
3 : ลดอัตราการหดตัวของโลหะ
4 : ทำให้โลหะแข็งตัวเร็วขึ้นบริเวณที่ติด Chill

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 150 : ข้อใดคือหน้าที่ของ Chaplet
1 : ป้อนน้ำโลหะเพื่อชดเชยการหดตัวของโลหะ
2 : ทำให้โลหะแข็งตัวช้าลงบริเวณที่ติด Chill
3 : ค้ำ ยัน Core Sand ให้อยู่ตำแหน่งที่ถูกต้อง
4 : ทำให้โลหะแข็งตัวเร็วขึ้นบริเวณที่ติด Chaplet

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 151 : ข้อใดเป็นปัญหาที่เกิดจากการใช้ Chill ที่เป็นสนิม
1 : บริเวณผิวของชิ้นงานที่ใกล้ Chill มีฟองแก๊สเล็ก ๆ
2 : เกิดรอยแตกบริเวณใกล้ Chill
3 : เกิด Misrun บริเวณเหนือ Chill
4 : เกิดการบิดเบี้ยวของชิ้นงานบริเวณ Chill

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 152 : วัสดุในข้อใดต่อไปนี้เหมาะที่จะใช้ทำ Chill สำหรับชิ้นงานเหล็ก
1 : ทองแดงเนื่องจากมีความสามารถในการนำความร้อนสูง
2 : อะลูมิเนียมเนื่องจากมีจุดหลอมตัวต่ำ
3 : เหล็กกล้าคาร์บอนเนื่องจากมีราคาถูกและมีสมบัติใกล้เคียงกับงาน
4 : ซิลิคอนคาร์ไบด์เนื่องจากมีความแข็งสูงและทนความร้อน

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 153 : ข้อใดคือหน้าที่ของ Exothermic Materials
1 : ป้อนน้ำโลหะเพื่อชดเชยการหดตัวของโลหะ
2 : ป้องกันการเกิดโพรงแก๊สในชิ้นงาน
3 : ลดอัตราการหดตัวของโลหะ
4 : ให้ความร้อนแก่ Feeder หรือ Riser ทำให้ประสิทธิภาพในการป้อนน้ำโลหะสูงขึ้น

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 154 : ทรายแบบหล่อในข้อใดต่อไปนี้มีจุดหลอมตัวสูงที่สุด
1 : Silica sand
2 : Chromite sand
3 : Zircon sand
4 : Olivine sand

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 155 : เหล็กหล่อในข้อใดต่อไปนี้นิยมใช้ทำเป็นข้อต่อท่อน้ำ
1 : เหล็กหล่อสีขาว (White Cast Iron)
2 : เหล็กหล่อสีเทา (Grey Cast Iron)
3 : เหล็กหล่ออบเหนียว (Malleable Cast Iron)
4 : เหล็กหล่อเหนียว (Ductile Cast Iron)

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

เนื้อหาวิชา : 523 : Theory of mechanical forming processes of metal,i.e. rolling,forging,extrusion, drawing and sheet metal forming
ข้อที่ 156 : จากรูปเป็นกระบวนการขึ้นรูปในกรรมวิธีใด
1 : การรีดเย็น
2 : การดึงลวด
3 : การทุบขึ้นรูป
4 : การหล่อโลหะ

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 157 : จากรูป เป็นกรรมวิธีขึ้นรูปโลหะกรรมวิธีใด
1 : Metal Rolling
2 : Wire Drawing
3 : Extrusion
4 : Deep Drawing

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 158 : ในการรีดเย็นเหล็กแผ่นที่เป็นเหล็กกล้าคาร์บอนต่ำ ทำไมจึงต้องรีด skin pass หรือ temper rolling
1 : เพื่อให้ผิวเป็นเงางาม
2 : เพื่อป้องกันปัญหา stretcher strain
3 : เพื่อขจัดชั้นออกไซด์ออกไป
4 : เพื่อลดแรงเสียดทานให้น้อยลง

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 159 : ข้อใดต่อไปนี้ไม่เกี่ยวข้องกับค่า lankford value ของเหล็กแผ่นรีดเย็น
1 : ความสามารถในการขึ้นรูป
2 : ค่าเฉลี่ย plastic strain ratio ( true strain ในแนวกว้างหารด้วย true strain ในแนวหนา)
3 : 1/4 (R0 + 2R 45 + R 90 )
4 : ค่า n

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 160 : ข้อใดต่อไปนี้ไม่เกี่ยวข้องกับ Forming Limit Diagram
1 : เทคนิคการควบคุมการเสียหายในการขึ้นรูปโลหะแผ่น
2 : การดัดงอโลหะแผ่น
3 : การทำเครื่องหมายเป็นรูปวงกลมด้วยวิธี electroetching
4 : การขึ้นรูปลึกเป็นรูปครึ่งทรงกลมจนแตก

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 161 : ข้อใดต่อไปนี้ไม่เกี่ยวข้องกับ Yield Point Elongation ของเหล็กแผ่นคาร์บอนต่ำ
1 : การยืดตัวที่โหลดคงที่
2 : Luder band
3 : age hardening
4 : Lower yield point

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 162 : การรีดร้อนมีผลต่อโครงสร้างจุลภาคของเหล็กแผ่นอย่างไร
1 : เกรนออสเทนไนท์มีขนาดโต
2 : เกิดการแปลงเฟสที่อุณหภูมิสูงขึ้น
3 : เกรนออสเทนไนท์แบนเป็นรูปรียาวแล้วตกผลึกใหม่
4 : เกิดโครงสร้างที่มีเฟสแข็ง

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 163 : แท่นรีดที่มีลูกรีด 6 ลูก (high crown mill) ช่วยทำให้การรีดเหล็กแผ่นดีขึ้นได้อย่างไร
1 : ทำให้เหล็กแผ่นเรียบดีขึ้น ไม่เป็นลอน
2 : ทำให้เหล็กแผ่นมีความกว้างดีขึ้น
3 : ลูกรีดลูกกลางเลื่อนออกด้านข้างเพื่อลดขนาด crown ของเหล็กแผ่น
4 : ทำให้การรีดไม่เกิดเสียงดัง

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 164 : ลักษณะ orange peel ของโลหะแผ่น
1 : เกิดจากโลหะแผ่นที่มีขนาดเกรนใหญ่
2 : เกิดจากลูกรีดสึกหรอ
3 : เกิดจาก stretcher strain
4 : เกิดจากการอบอ่อนไม่ถูกวิธี

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 165 : Earing ของการดึงขึ้นรูปลึกเป็น
1 : รอยยับที่ขอบบนของถ้วยที่ขึ้นรูปจากโลหะแผ่น
2 : การแตกที่ก้นถ้วยที่ขึ้นรูปจากโลหะแผ่น
3 : ผิวหยาบของถ้วยที่ขึ้นรูปจากโลหะแผ่น
4 : ขอบบนของถ้วยที่ขึ้นรูปจากโลหะแผ่นไม่เรียบสม่ำเสมอ

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 166 : Deep drawing เป็น
1 : การขึ้นรูปลึกเป็นรูปครึ่งทรงกลมหรือรูปถ้วยโดยเนื้อโลหะบางลง
2 : การขึ้นรูปลึกเป็นรูปครึ่งทรงกลมหรือรูปถ้วยโดยเนื้อโลหะหนาใกล้เคียงกับของเดิม
3 : การตัดเฉือนโลหะแผ่นออกมาเป็นรูปแผ่นกลม
4 : การตัดขอบของโลหะแผ่นที่รีดมา

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 167 : Stretching หรือ stretch forming เป็น
1 : การขึ้นรูปลึกเป็นรูปถ้วยโดยเนื้อโลหะบางลง
2 : การขึ้นรูปลึกเป็นรูปถ้วยโดยเนื้อโลหะหนาใกล้เคียงกับของเดิม
3 : การตัดเฉือนโลหะแผ่นออกมาเป็นรูปแผ่นกลม
4 : การตัดขอบของโลหะแผ่นที่รีดมา

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 168 : ข้อใดไม่ใช่ hydroforming
1 : การขึ้นรูปโลหะแผ่นที่ด้านหนึ่งเป็นน้ำมันไฮดรอลิกความดันสูงอีกด้านหนึ่งเป็นแม่พิมพ์
2 : การขึ้นรูปโลหะแผ่นในน้ำ
3 : การขึ้นรูปท่อโลหะให้มีความโค้งตามกำหนดโดยใช้น้ำมันอยู่ในท่อ
4 : การขึ้นรูปคัซซี (chassis) เป็นชิ้นส่วนเดี่ยวโดยไม่ต้องเชื่อม

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 169 : Billet
1 : เหล็กแท่งที่มีหน้าตัดเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสและมีขนาด 50 มม. ถึง 125 มม.
2 : เหล็กแท่งแบนที่มีหน้าตัดเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าและมีด้านยาวมากกว่าด้านกว้างไม่ต่ำกว่า 2 เท่า
3 : เหล็กแท่งที่มีหน้าตัดเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสและมีขนาด 150 มม. ถึง 300 มม
4 : เหล็กแท่งที่มีหน้าตัดเป็นวงกลมและมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 150 มม.

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 170 : Slab
1 : เหล็กแท่งที่มีหน้าตัดเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสและมีขนาด 50 มม. ถึง 125 มม.
2 : เหล็กแท่งแบนที่มีหน้าตัดเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าและมีด้านยาวมากกว่าด้านกว้างไม่ต่ำกว่า 2 เท่า
3 : เหล็กแท่งที่มีหน้าตัดเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสและมีขนาด 150 มม. ถึง 300 มม
4 : เหล็กแท่งที่มีหน้าตัดเป็นวงกลมและมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 150 มม.

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 171 : Bloom
1 : เหล็กแท่งเล็กที่มีหน้าตัดเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสและมีขนาด 50 มม. ถึง 125 มม.
2 : เหล็กแท่งแบนที่มีหน้าตัดเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าและมีด้านยาวมากกว่าด้านกว้างไม่ต่ำกว่า 2 เท่า
3 : เหล็กแท่งใหญ่ที่มีหน้าตัดเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสและมีขนาด 150 มม. ถึง 300 มม
4 : เหล็กแท่งที่มีหน้าตัดเป็นวงกลมและมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 150 มม.

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 172 : Crown ของเหล็กแผ่นเป็น
1 : ลักษณะคลื่นบนเหล็กแผ่น
2 : ความไม่ได้ฉากของเหล็กแผ่น
3 : ความแตกต่างของความหนาที่ตรงกลางกับที่ขอบของเหล็กแผ่น
4 : การโก่งตัวของเหล็กแผ่นหลังการรีดร้อน

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 173 : Tandem mill
1 : การรีดลดขนาดความกว้าง
2 : การรีดปรับสภาพผิว
3 : การม้วนเหล็กแผ่นหลังการรีดหยาบ
4 : การรีดต่อเนื่องหลายแท่นรีด

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 174 : ข้อใดไม่ใช่เป็นการทำ Rotary tube piercing ของการขึ้นรูปท่อ
1 : เป็นการขึ้นรูปท่อไร้ตะเข็บ
2 : เป็นการขึ้นรูปท่อมีตะเข็บ
3 : ชิ้นงานทำให้หมุนด้วยลูกรีดรูปกรวย 2 ลูกขณะที่ถูกเจาะทะลวง
4 : เป็นการขึ้นรูปท่อจากแท่งโลหะตัน

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 175 : ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่เป็น open die forging
1 : การตีมีด
2 : Cogging (การทุบเพื่อลดขนาดหน้าตัดจากอินก็อท)
3 : การทุบขึ้นรูป Crank shaft
4 : upsetting

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 176 : ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับ closed die forging
1 : Closed die forging แบบไม่มีปีก ไม่มีโลหะส่วนเกินนอกแม่พิมพ์
2 : Closed die forging แบบมีปีก มีโลหะส่วนเกินนอกแม่พิมพ์
3 : Coining
4 : การทุบหัวหมุด

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 177 : ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับ upsetting
1 : ขั้นตอนแรกของการทำหัวก้านสูบ
2 : ขึ้นรูปได้ทั้งร้อนและเย็น
3 : การขึ้นรูปโลหะจนพื้นที่หน้าตัดเพิ่มขึ้น
4 : ใช้ขึ้นรูปท่อ

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 178 : ข้อใดต่อไปนี้ไม่เกี่ยวข้องกับ wire rod
1 : เป็นการดึงลวดให้ได้ strength สูงมาก
2 : ทำ patenting
3 : ใช้ร่วมกับคอนกรีตในงานก่อสร้าง
4 : ใช้ในยางรถยนต์ได้

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 179 : ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับ stretcher strain
1 : ปรากฏการณ์ที่เกิดในช่วงเกิดจุดคราก
2 : ผลจาก Yield point elongation
3 : รอยริ้วครากบนเหล็กแผ่น
4 : ผลของการอบชุบด้วยความร้อน

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 180 : ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่การทุบขึ้นรูป (forging)
1 : การตีหัวหมุด
2 : การตีมีด
3 : การทำหลอดยาสีฟัน
4 : การขึ้นรูป Connecting rod

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 181 : การรีดเย็นเหล็กแผ่นบางมีขั้นตอนที่ไม่สำคัญคือ
1 : การอบอ่อน
2 : การรีดปรับสภาพผิว
3 : การทำให้เย็นตัวเร็ว
4 : การกัดผิวด้วยกรด (pickling)

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 182 : เครื่องมือทุบขึ้นรูปแบ่งตามการทำงาน 3 ชนิดคือ
1 : Forge hammer (drop hammer)
2 : Mechanical forging
3 : Hydraulic press
4 : Screw press

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 183 : Strain aging คือ
1 : การแข็งขึ้นจากการรีดเย็น
2 : การอบคืนตัว
3 : ปรากฏการณ์ที่เหล็กเกิด yield point อีกครั้งหลังการรีดปรับสภาพผิวระยะเวลาหนึ่ง
4 : การสะสมความเค้นจากการขึ้นรูป

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 184 : Conical cup test เป็น
1 : การขึ้นรูปลึกเป็นรูปครึ่งทรงกระบอกจนแตก
2 : เป็นการหาความสามารถในการลากขึ้นรูปลึก
3 : การทดสอบท่อ
4 : การขึ้นรูปที่เริ่มจากแผ่นสี่เหลี่ยม

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 185 : Erichsen test เป็น
1 : การทดสอบที่ไม่ใช้สารหล่อลื่น
2 : การขึ้นรูปลึกเป็นรูปครึ่งทรงกลมจนแตก
3 : การทดสอบท่อ
4 : การประเมินความสามารถในการลากขึ้นรูปลึก

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 186 : ข้อใดต่อไปนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการอัดขึ้นรูปท่อ
1 : หลอดยาสีฟัน
2 : ท่อไร้ตะเข็บ
3 : ท่อที่เชื่อมด้วยวิธีความต้านทานไฟฟ้า
4 : ท่ออะลูมิเนียมที่ไม่ต้องมีแกนในการขึ้นรูป

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 187 : Springback
1 : เป็นการเปลี่ยนแปลงของขนาดสัดส่วนหลังจากปล่อยแรงดันของแม่พิมพ์
2 : เป็นการดีดกลับของสปริงเมื่อถูกแรงกดแล้วปล่อย
3 : เกิดจากการรีดแผ่นโลหะ
4 : เกิดจากการตัดแผ่นโลหะ

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 188 : Temper rolling คือ
1 : การรีดเย็นให้ได้ความแข็งตามที่กำหนด
2 : การอบคืนตัวหลังการรีดเย็น
3 : การรีดหยาบ
4 : การอบคืนตัวหลังการรีดร้อน

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 189 : Ironing
1 : เป็นการรีดให้ท่อมีผนังบางลงจากท่อผนังหนา
2 : การรีดผ้า
3 : การขึ้นรูปท่อไร้ตะเข็บ
4 : การขึ้นรูปท่อมีตะเข็บ

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 190 : Tube sinking
1 : เป็นการลดขนาดท่อโดยไม่มีแกนอยู่ในท่อ
2 : เป็นท่อใช้ใต้น้ำ
3 : การขึ้นรูปท่อมีตะเข็บ
4 : เป็นท่อสำหรับอ่างล้างหน้า

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 191 : การอัดขึ้นรูปร้อนใช้อะไรเป็นตัวหล่อลื่น
1 : น้ำมัน
2 : ผงแก้ว
3 : น้ำมันผสม
4 : น้ำสบู่

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 192 : ข้อใดไม่ใช่สมบัติที่ดีขึ้นจากการทำ Forging ชิ้นงานผงโลหะที่ขึ้นรูปด้วยกรรมวิธีโลหะผง
1 : รับแรงกระแทกดีขึ้น
2 : ช่องว่างน้อยลง
3 : ความหนาแน่นสูงขึ้น
4 : ทนการสึกหรอดีขึ้น

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 193 : Spinning
1 : เป็นการขึ้นรูปโลหะแผ่นที่ใช้ลูกกลิ้งกลิ้งด้านนอกของโลหะแผ่นให้ได้รูปร่างที่มีแกนกลางอยู่โดยไม่ลดความหนาโลหะแผ่นเลย
2 : เป็นการอัดขึ้นรูปวิธีหนึ่ง
3 : เป็น closed-die forming
4 : เป็นการขึ้นรูปเย็นที่ผิวชิ้นงานอยู่นิ่ง

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 194 : ข้อใดต่อไปนี้ไม่เกี่ยวข้องกับ Coining
1 : เป็น closed-die forming
2 : เป็นการขึ้นรูปเย็นที่ผิวชิ้นงานอยู่นิ่ง
3 : เป็นรอยกดของแม่พิมพ์ลงบนชิ้นงาน
4 : เป็นการอัดขึ้นรูปวิธีหนึ่ง

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 195 : Roll forming
1 : เป็นการขึ้นรูปโลหะแผ่นที่ลูกรีดมีรูปร่างต่างๆและเมื่อชิ้นงานยาวๆถูกรีดจะมีหน้าตัดเปลี่ยนแปลงตามรูปร่างลูกรีดเป็นขั้นๆ
2 : เป็นการขึ้นรูปเย็นที่ผิวชิ้นงานอยู่นิ่ง
3 : เป็นการอัดขึ้นรูปวิธีหนึ่ง
4 : การรีดปรับสภาพผิว

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 196 : ข้อใดต่อไปนี้เป็นผลิตภัณฑ์ทรงแบน (Flat product)
1 : เหล็กตัวซี (C)
2 : เหล็กเส้น
3 : wire rod
4 : เหล็กข้ออ้อย

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 197 : ข้อใดต่อไปนี้เป็นผลิตภัณฑ์ทรงแบน (Flat product)
1 : ท่อเหล็กแบบมีตะเข็บ
2 : เหล็ก H-beam
3 : เหล็กเข็มพืด (sheet pile)
4 : ลวดสลิง

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 198 : ข้อใดต่อไปนี้เป็นผลิตภัณฑ์ทรงยาว (Long product)
1 : ตู้เหล็ก
2 : เหล็กข้ออ้อย
3 : ประตูรถยนต์
4 : เหล็กแผ่นเคลือบสังกะสี

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 199 : ข้อใดต่อไปนี้เป็นผลิตภัณฑ์ทรงยาว (Long product)
1 : wire rod
2 : ท่อเหล็กแบบมีตะเข็บ
3 : เหล็กพับเป็นตัวซี (C)
4 : จอบ

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 200 : ข้อใดต่อไปนี้เป็นผลิตภัณฑ์ทรงยาว (Long product)
1 : กระป๋องเหล็กเคลือบดีบุก
2 : ช้อนเหล็กกล้าไร้สนิม
3 : เหล็กทำพื้นสะพาน
4 : เหล็กราง(รถไฟ)

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 201 : ข้อใดต่อไปนี้เป็นผลิตภัณฑ์ทรงยาว (Long product)
1 : เหล็กแผ่นทำตู้คอนเทนเนอร์
2 : เหล็กแผ่นทำผนังโรงงานชนิดเคลือบสี
3 : เหล็กเส้นกลม
4 : เหล็กแผ่นซิลิคอนทำหม้อแปลงไฟฟ้า

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 202 : ข้อใดต่อไปนี้เป็นผลิตภัณฑ์ทรงยาว (Long product)
1 : กระป๋องสเปรย์เหล็ก
2 : ตะปู
3 : เหล็กกั้นขอบถนน
4 : กระทะล้อเหล็ก

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 203 : ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับ planar anisotropy
1 : R = 1/2 (R0 – 2R 45 + R 90 )
2 : เกี่ยวข้องโดยตรงกับ Earing
3 : เกี่ยวข้องโดยตรงกับ Orange peel
4 : แสดงผลจากการเรียงตัวของเกรนในทิศต่างๆ

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 204 : ข้อใดคือข้อดีของการทุบขึ้นรูปโลหะ (Forging)
1 : ราคาถูก
2 : ชิ้นงานมีความแข็งแกร่งสูง
3 : เหมาะกับการขึ้นรูปโลหะทุกชนิด
4 : ต้นทุนการผลิตต่ำ

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 205 : ข้อใดคือข้อเสียของการทุบขึ้นรูปโลหะ (Forging) เมื่อเทียบกับการหล่อโลหะ
1 : ผลิตชิ้นงานที่ซับซ้อนกว่า
2 : ชิ้นงานแข็งแรงน้อยกว่า
3 : เครื่องจักรราคาแพงกว่า
4 : การทุบขึ้นรูปโลหะดีกว่าเสมอ

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 206 : ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของการทุบขึ้นรูปโลหะแบบเย็น (Cold Forging)
1 : ได้ชิ้นงานที่มีผิวที่ดีกว่าการทุบขึ้นรูปโลหะแบบร้อน
2 : ชิ้นงานที่ได้แข็งแรงกว่าการทุบขึ้นรูปโลหะแบบร้อน
3 : ใช้ขึ้นรูปโลหะได้บางประเภทเท่านั้น
4 : ใช้แรงในการทุบน้อยกว่าการทุบขึ้นรูปโลหะแบบร้อน

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 207 : ข้อใดเป็นลักษณะของการทุบขึ้นรูปโลหะแบบร้อน (Hot Forging)
1 : ได้ชิ้นงานที่มีผิวที่ดีกว่าการทุบขึ้นรูปโลหะแบบเย็น
2 : ชิ้นงานที่ได้แข็งแรงกว่าการทุบขึ้นรูปโลหะแบบเย็น
3 : ใช้ขึ้นรูปโลหะได้ทุกประเภท
4 : ใช้แรงในการทุบน้อยกว่าการทุบขึ้นรูปโลหะแบบเย็น

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 208 : หลังจากการทุบขึ้นรูปโลหะ (Forging) ควรมีการอบชุบอีกหรือไม่ เพราะอะไร
1 : มี เพื่อปรับปรุงผิวชิ้นงาน
2 : มี เพื่อปรับปรุงสมบัติเชิงกล
3 : ไม่มี เพราะจะทำให้ชิ้นงานแตกหัก
4 : ไม่มี เพราะจะทำให้ผิวชิ้นงานร้าว

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 209 : ในแม่พิมพ์ของการทุบขึ้นรูปโลหะ (Forging Die) มีมุมดราฟท์ (Draft Angle) ไว้เพื่ออะไร
1 : เพื่อป้องกันการแตกของชิ้นงาน
2 : เพื่อช่วยในการไหลของเนื้อโลหะ
3 : ช่วยในการเอาชิ้นงานออกได้ง่าย
4 : เพื่อลดการใช้โลหะในการขึ้นรูป

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 210 : ตามรูปนี้ โครงสร้างเกรนแบบใดเกิดจากการทุบขึ้นรูปโลหะ (Forging)
1 : ข้อ (a)
2 : ข้อ (b)
3 : ข้อ (c)
4 : ทุกโครงสร้าง

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 211 : เพราะอะไรในการทุบขึ้นรูปโลหะ (Forging) บางครั้งจะมีปัญหาชิ้นงานบวมอย่างที่เห็นในรูป
1 : ใช้น้ำมันหล่อลื่นน้อยไป
2 : ใช้แรงทุบน้อยเกินไป
3 : โลหะชิ้นงานอ่อนเกินไป
4 : โลหะชิ้นงานแข็งเกินไป

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 212 : ข้อใดคือข้อดีของการทุบขึ้นรูปโลหะแบบแม่พิมพ์เปิด (Open-Die Forging) เมื่อเทียบกับแบบแม่พิมพ์ปิด (Closed-Die Forging)
1 : ขึ้นรูปชิ้นงานได้หลากหลายรูปทรง
2 : กำลังการผลิตสูง
3 : แม่พิมพ์ราคาถูก
4 : ไม่ต้องมีการกลึงอีก

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 213 : ข้อใดคือข้อจำกัดของการทุบขึ้นรูปโลหะแบบแม่พิมพ์ปิด (Closed-Die Forging)
1 : แม่พิมพ์ราคาแพง
2 : ผลิตชิ้นงานที่มีความแม่นยำสูง
3 : กำลังการผลิตสูง
4 : ได้ชิ้นงานที่มีสมบัติเชิงกลสูง

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 214 : ข้อใดไม่มีผลต่อแรงที่ใช้การทุบขึ้นรูปโลหะ (Forging Force)
1 : อุณหภูมิของชิ้นงาน
2 : ชนิดโลหะของชิ้นงาน
3 : ชนิดโลหะของแม่พิมพ์
4 : พื้นที่ของชิ้นงานที่ถูกทุบ

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 215 : ในการทุบขึ้นรูปโลหะ (Forging) ครีบ (Flash) คืออะไร
1 : แกนที่ใช้พยุงในการขึ้นรูป
2 : ส่วนเกินของวัสดุที่ล้นจากแม่พิมพ์
3 : การที่ชิ้นงานไหลไม่ทั่วถึง
4 : อุปกรณ์ที่ช่วยดันชิ้นงานออกจากแม่พิมพ์

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 216 : ข้อใดเป็นผลของการใช้น้ำมันหล่อลื่น (Lubricant) ในการทุบขึ้นรูปโลหะ (Forging)
1 : ชิ้นงานออกจากแม่พิมพ์ง่าย
2 : ชิ้นงานแข็งแรงขึ้น
3 : แรงเสียดทานเพิ่มขึ้น
4 : ใช้แรงทุบมากขึ้น

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 217 : ในการตีมีด ทำไมต้องเผาให้ความร้อนกับเหล็กขณะทุบขึ้นรูปเป็นมีด
1 : เพื่อให้ได้ผิวชิ้นงานดีขึ้น
2 : เพื่อลดแรงเสียดทาน
3 : เพื่อช่วยให้มีดแข็งแกร่งขึ้น
4 : เพื่อให้ขึ้นรูปง่ายขึ้น

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 218 : วัสดุชนิดใดน่าจะทุบขึ้นรูปแบบเย็น (Cold Forging) ได้ง่ายที่สุด
1 : Ti alloys
2 : Ni alloys
3 : Al alloys
4 : Copper alloys

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 219 : การทุบขึ้นรูปโลหะแบบเย็น (Cold Forging) มีผลต่อสมบัติโลหะอย่างไร เพราะอะไร
1 : ทำให้ชิ้นงานอ่อนลง เพราะมีความเค้นน้อยลง
2 : ทำให้ชิ้นงานอ่อนลง เพราะมีความเค้นเพิ่มขึ้น
3 : ทำให้ชิ้นงานแข็งขึ้น เพราะมีความเค้นเพิ่มขึ้น
4 : ทำให้ชิ้นงานแข็งขึ้น เพราะมีความเค้นน้อยลง

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 220 : ข้อใดคือสภาวะที่ช่วยให้ชิ้นงานที่ขึ้นรูปโดยการทุบ (Forging) มีความแข็งแรงมากที่สุด
1 : อุณหภูมิของชิ้นงานสูง
2 : อุณหภูมิของชิ้นงานต่ำ
3 : อุณหภูมิของชิ้นงานปานกลาง
4 : มีผลเช่นเดียวกัน

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 221 : แม่พิมพ์ที่ใช้ในการทุบขึ้นรูปโลหะ (Forging) ควรทำจากวัสดุพวกใด
1 : ดีบุก
2 : เหล็กกล้า
3 : ตะกั่ว
4 : เซรามิก

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 222 : ข้อใดไม่ใช่สมบัติที่ต้องการในแม่พิมพ์ที่ใช้ในการทุบขึ้นรูปโลหะ (Forging)
1 : สามารถทนแรงกระแทกได้ดี
2 : แข็งแรงทนการสึกหรอ
3 : ไม่เกิดการกัดกร่อน
4 : แรงเสียดทานสูง

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 223 : ชิ้นงานประเภทใดที่เหมาะกับการผลิตด้วยการทุบขึ้นรูปโลหะ (Forging)
1 : โครงรถยนต์
2 : แหวนทองคำ
3 : ไขควง
4 : ท่อไอเสีย

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 224 : ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ของการใช้น้ำมันหล่อลื่น (Lubricant) ในการทุบขึ้นรูปโลหะ (Forging)
1 : แรงเสียดทานลดลง
2 : ลดการใช้แรงทุบ
3 : ช่วยให้ผิวชิ้นงานแข็งแกร่งขึ้น
4 : ช่วยให้ชิ้นงานไม่ติดแม่พิมพ์

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 225 : กระบวนการ Hot Extrusion เป็นกระบวนการขึ้นรูปโดยที่ให้ความร้อนให้สูงกว่าช่วงอุณหภูมิใดของวัสดุ
1 : Recrystallization Temperature
2 : Crystallization Temperature
3 : Melting Point
4 : Glass transition Temperature

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 226 : ค่า Extrusion Ratio ของกระบวนการ Direct Extrusion ชิ้นงานรูปทรงกระบอก (cylindrical billet) ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 25cm โดยแม่พิมพ์รูปทรงกลม (Die) มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 5cm มีค่าประมาณเท่าใด
1 : 5
2 : 10
3 : 15
4 : 25

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 227 : รูปแบบ (Configuration) ของกระบวนการ Rolling ที่ใช้ ลูกรีด (Roll) ขนาดใหญ่ร่วมกับลูกรีดขนาดเล็ก ดังรูป มีชื่อเรียกว่าอะไร
1 : Two-high Rolling Mill
2 : Three-high Rolling Mill
3 : Four-high Rolling Mill
4 : Cluster Rolling Mill

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 228 : รูปแบบ (Configuration) ของกระบวนการ Rolling ที่ใช้ลูกรีด (Roll) ต่อกัน (Sequence) เป็นคู่ๆ ดังรูป มีชื่อเรียกว่าอะไร
1 : Three-high Rolling Mill
2 : Four-high Rolling Mill
3 : Tandem Rolling Mill
4 : Cluster Rolling mill

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 229 : ข้อใดคือข้อดีของกระบวนการรีดเกลียว (Thread Rolling) เมื่อเปรียบเทียบกับ Machining
1 : อัตราการผลิตสูงกว่า
2 : ลดการสูญเสียเนื้อวัสดุ
3 : มีความแข็งแรงกว่า (stronger due to work hardening)
4 : มีข้อที่ถูกมากกว่าหนึ่งข้อ

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 230 : กราฟดังรูปเป็นกราฟระหว่าง Extrusion pressure และ Ram displacemnt ของการอัดไหลตาม (Direct Extrusion) และ การอัดไหลทวน (Indirect Extrusion) เพราะเหตุใด Extrusion pressureของการอัดไหลตามจึงสูงกว่าของการอัดไหลทวน
1 : มีแรงเสียดทาน (friction) ในDirect Extrusion
2 : มีแรงเสียดทาน (friction) ใน Indirect Extrusion
3 : การไหลของโลหะในDirect Extrusionทำได้ง่ายกว่า
4 : การไหลของโลหะใน Indirect Extrusionทำได้ยากกว่า

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 231 : ข้อดีของกระบวนการ Cold Rolling ต่อกระบวนการ Hot Rolling คืออะไร
1 : ใช้แรง (Roll force) น้อยกว่า
2 : สามารถควบคุมขนาดได้แม่นยำกว่า
3 : ผิวหน้าของผลิตภัณฑ์มีคุณภาพดีกว่า
4 : มีข้อที่ถูกมากกว่าหนึ่งข้อ

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 232 : โดยทั่วไป กระบวนการที่ใช้ในการผลิตกระป๋องนำ้อัดลม (Aluminium can) จากอะลูมิเนียมแผ่นมีชื่อเรียกว่าอะไร
1 : Rolling
2 : Deep Drawing
3 : Extrusion
4 : Forging

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 233 : ข้อใดไม่ใช่ชนิดของกระบวนการ tube drawing
1 : Sinking
2 : Plug Drawing
3 : Forging
4 : Mandrel Drawing

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 234 : การเพิ่มอุณหภูมิมีผลอย่างไรกับ Flow stress และ Rolling Load ของการรีดขึ้นรูป (Rolling)
1 : เพิ่ม Flow stress แต่ลด Rolling Load
2 : ลด Flow stress แต่เพิ่ม Rolling Load
3 : ลด Flow stress และลด Rolling Load
4 : เพิ่ม Flow stress และเพิ่ม Rolling Load

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 235 : กระบวนการขึ้นรูป ดังรูปนี้ มีชื่อว่าอะไร
1 : Indirect extrusion
2 : Direct extrusion
3 : Impact extrusion
4 : Hydrostatic extrusion

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 236 : รูปแบบ (Configuration) ของกระบวนการ Rolling ดังรูป มีชื่อเรียกว่าอะไร
1 : Two-high Rolling Mill
2 : Three-high Rolling Mill
3 : Cluster mill
4 : Tandem Rolling Mill

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 237 : กระบวนการขึ้นรูปนี้ มีชื่อเรียกว่าอะไร
1 : Extrusion
2 : Deep drawing
3 : Wire drawing
4 : Forging

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 238 : ในกระบวนการ cold rolling เพื่อลดความหนาของ metal sheet โดยทั่วไปจะต้องผ่านกระบวนการรีดหลายครั้ง ซึ่งอาจทำให้ flow stress ของ metal sheet ในระหว่างการรีดเพิ่มขึ้นและเป็นอุปสรรค วิธีใดจะช่วยลด flow stress ของ metal sheet ในระหว่างการรีด
1 : Annealing
2 : Quenching
3 : Tempering
4 : Heating

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 239 : Upsetting เป็นกระบวนการขึ้นรูปแบบ
1 : การรีด
2 : การทุบขึ้นรูป
3 : การอัดขึ้นรูป (extrusion)
4 : Drawing

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 240 : Skin pass เป็นขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการ
1 : การรีด
2 : การทุบขึ้นรูป
3 : การอัดขึ้นรูป (extrusion)
4 : Drawing

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 241 : Coining เป็นกระบวนการ
1 : การรีด
2 : การทุบขึ้นรูป
3 : การอัดขึ้นรูป (extrusion)
4 : Drawing

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 242 : Ironing เป็นกระบวนการ
1 : การรีด
2 : การทุบขึ้นรูป
3 : การอัดขึ้นรูป (extrusion)
4 : การลากขึ้นรูปลึก (Deep drawing)

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 243 : Tube sinking เป็นกระบวนการ
1 : การรีด
2 : การทุบขึ้นรูป
3 : การอัดขึ้นรูป (extrusion)
4 : Drawing

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 244 : การดึงลวดเป็นกระบวนการ
1 : การรีด
2 : การทุบขึ้นรูป
3 : การอัดขึ้นรูป (extrusion)
4 : Drawing

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 245 : Fine blanking เป็นขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการ
1 : การรีด
2 : การทุบขึ้นรูป
3 : Metal sheet forming
4 : Extrusion

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 246 : Stamping เป็นขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการ
1 : การรีด
2 : การทุบขึ้นรูป
3 : Metal sheet forming
4 : Extrusion

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 247 : Cogging เป็นกระบวนการ
1 : การรีด
2 : sheet metal forming
3 : การอัดขึ้นรูป (extrusion)
4 : Drawing

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 248 : Punching เป็นขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการ
1 : การรีด
2 : การทุบขึ้นรูป
3 : Metal sheet forming
4 : การอัดขึ้นรูป (extrusion)

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 249 : Four-high mill หมายถึง
1 : แท่นรีดที่มีลูกรีด 4 ลูก
2 : โรงงานที่มีแท่นรีด 4 แท่น
3 : โรงงานที่มีแท่นรีด 2 แท่นรีดต่อเนื่องกัน
4 : แท่นรีดที่มีลูกรีด 6 ลูก

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 250 : ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้อง
1 : พื้นที่หน้าตัดของ bloom ใหญ่กว่า billet
2 : พื้นที่หน้าตัดของ billet ใหญ่กว่า bloom
3 : พื้นที่หน้าตัดของ billet ใหญ่กว่าเหล็กลวด
4 : พื้นที่หน้าตัดของ billet ใหญ่กว่าเหล็กเส้น

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 251 : Springback เป็นปัญหาของกระบวนการ
1 : Sheet metal forming
2 : การอัดขึ้นรูป (extrusion)
3 : การรีด
4 : การทุบขึ้นรูป

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 252 : Springback เป็นปัญหากับโลหะที่มี
1 : Strength ต่ำ
2 : Strength สูง
3 : Toughness ต่ำ
4 : Toughness สูง

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 253 : หาความสามารถในการขึ้นรูป (formablility) ได้จาก
1 : Impact test
2 : Tensile test
3 : Erichsen test
4 : Hardness test

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 254 : หาความสามารถในการขึ้นรูป (formability) ได้จาก
1 : Lankford value
2 : Tensile test
3 : Hardness test
4 : Impact test

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 255 : หาความสามารถในการขึ้นรูป (formability) ได้จาก
1 : Tensile test
2 : Forming limit diagram
3 : Hardness test
4 : Impact test

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 256 : หาความสามารถในการขึ้นรูป (formability) ได้จาก
1 : Conical cup test
2 : Hardness test
3 : Tensile test
4 : Impact test

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 257 : Bloom เป็นชื่อเรียกก้อนโลหะที่ถูกรีดจาก ingot ที่มีขนาดพื้นที่หน้าตัดเล็กกว่า
1 : เหล็กลวด
2 : slab
3 : billet
4 : เหล็กเส้น

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 258 : Yield point elongation จะเกิดขึ้นกับเหล็กแผ่น
1 : รีดร้อนที่มีคาร์บอนสูง
2 : รีดเย็นที่มีคาร์บอนต่ำ
3 : รีดเย็นที่มีคาร์บอนสูง
4 : เคลือบสังกะสี

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 259 : Limiting drawing ratio (LDR) ซึ่งเป็นค่าอัตราส่วนที่มากที่สุดของเส้นผ่านศูนย์กลางของแผ่นแบลงค์ (blank) กับเส้นผ่านศูนย์กลางของถ้วยที่สามารถขึ้นรูปได้สำเร็จนั้น เป็นค่าที่ใช้ในกระบวนการ
1 : Deep drawing
2 : wire drawing
3 : การทุบขึ้นรูป
4 : การรีด

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 260 : ความแตกต่างของ strip กับ sheet คือสภาพของเหล็กแผ่นบาง โดย strip หมายถึง
1 : เหล็กอยูในสภาพม้วน
2 : เหล็กอยู่ในสภาพแผ่น
3 : เหล็กอยู่ในสภาพเศษเหล็ก
4 : เหล็กอยู่ในสภาพใช้งาน

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 261 : strip กับ sheet ต่างก็มีความหนาน้อยกว่า
1 : 1 มม.
2 : 3 มม.
3 : 10 มม.
4 : 30 มม.

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 262 : Plate มีความหนามากกว่า sheet คือหนามากกว่า
1 : 1 มม.
2 : 3 มม.
3 : 10 มม.
4 : 30 มม.

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 263 : Slab มีหน้าตัดเป็นรูป
1 : 4 เหลี่ยมจัตรัส
2 : 4 เหลี่ยมผืนผ้า
3 : 6 เหลี่ยม
4 : 8 เหลี่ยม

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 264 : Bloom มีหน้าตัดเป็นรูป
1 : 4 เหลี่ยมจัตรัส
2 : กลม
3 : 6 เหลี่ยม
4 : 8 เหลี่ยม

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 265 : Billet มีหน้าตัดเป็นรูป
1 : กลม
2 : 4 เหลี่ยมจัตรัส
3 : 6 เหลี่ยม
4 : 8 เหลี่ยม

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 266 : รูปต่อไปนี้เป็นการขึ้นรูปที่มีชื่อเรียกว่า
1 : indirect extrusion
2 : direct extrusion
3 : forging
4 : rolling

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 267 :ชิ้นงานต่อไปนี้เกิดจากการขึ้นรูปที่มีชื่อเรียกว่า

1 : forging
2 : deep drawing
3 : bending
4 : extrusion

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 268 : รูปต่อไปนี้เป็นการขึ้นรูปที่มีชื่อเรียกว่า
1 : deep drawing
2 : forging
3 : extrusion
4 : rolling

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 269 : รูปต่อไปนี้เป็นการขึ้นรูปที่มีชื่อเรียกว่า
1 : rolling
2 : forging
3 : drawing
4 : bending

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 270 : รูปต่อไปนี้เป็นการขึ้นรูปที่มีชื่อเรียกว่า
1 : extrusion
2 : deep drawing
3 : rolling
4 : upsetting

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 271 : รูปต่อไปนี้เป็นการขึ้นรูปที่มีชื่อเรียกว่า
1 : rolling
2 : forging
3 : ironing
4 : bending

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 272 :รูปต่อไปนี้เป็นการขึ้นรูปที่มีชื่อเรียกว่า

1 : forging
2 : bending
3 : roll forming
4 : drawing

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 273 : รูปต่อไปนี้เป็นการขึ้นรูปที่มีชื่อเรียกว่า
1 : Rotary tube piercing
2 : Rolling
3 : Forging
4 : bending

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 274 : รูปต่อไปนี้เป็นการขึ้นรูปที่มีชื่อเรียกว่า
1 : rolling
2 : tube drawing
3 : forging
4 : bending

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 275 : การขึ้นรูปต่อไปนี้ที่ไม่ใช่การขึ้นรูปโลหะแผ่น
1 : deep drawing
2 : ironing
3 : tube drawing
4 : extrusion

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 276 : การขึ้นรูปต่อไปนี้ที่ไม่ใช่การขึ้นรูปก้อนโลหะ (bulk forming)
1 : upsetting
2 : extrusion
3 : deep drawing
4 : rotary tube piercing

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 277 : การขึ้นรูปต่อไปนี้ที่ไม่ใช่การขึ้นรูปก้อนโลหะ (bulk forming)
1 : closed die forging
2 : ironing
3 : backward extrusion
4 : cogging

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 278 : การขึ้นรูปต่อไปนี้ที่ไม่ใช่การขึ้นรูปโลหะแผ่น
1 : roll forming
2 : deep drawing
3 : open die forging
4 : reverse drawing

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 279 : upsetting เป็นการขึ้นรูป
1 : โลหะก้อน (bulk forming)
2 : โลหะแผ่น
3 : โลหะผง
4 : แก้ว

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 280 : Ironing เป็นการขึ้นรูป
1 : โลหะก้อน (bulk forming)
2 : โลหะแผ่น
3 : โลหะผง
4 : แก้ว

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 281 : ข้อใดเป็นข้อเสียของ Hot working
1 : ใช้พลังงานน้อยในการทำให้โลหะเปลี่ยนรูปอย่างถาวร
2 : ให้ความเหนียวสูงเมื่อเทียบกับ Cold working
3 : เกิดการตกผลึกใหม่ระหว่างการขึ้นรูป (Recrystallization)
4 : เกิด Oxidation

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 282 : หากต้องการซื้อเหล็กมาอัดขึ้นรูปเป็นประตูรถยนต์ควรเลือกเหล็กกล้าที่ผ่านกระบวนใด
1 : การรีดเย็น (Cold Rolling)
2 : การรีดร้อน (Hot Rolling)
3 : การถลุง (Extracting)
4 : การชุบแข็งผิว (Surface Hardening)

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 283 : การผลิตแหวนเงิน ควรใช้กระบวนการขึ้นรูปใด
1 : การฉีดขึ้นรูป (Die Casting)
2 : การรีด (Rolling)
3 : กระบวนการโลหะผง (Powder Metallurgy)
4 : การดึงขึ้นรูป (Drawing)
5 : การหล่อขี้ผึ้ง (Investment Casting)

คำตอบที่ถูกต้อง : 5

ข้อที่ 284 : การผลิตสายไฟฟ้าทองแดง ควรใช้กระบวนการขึ้นรูปใด
1 : การฉีดขึ้นรูป (Die Casting)
2 : การรีด (Rolling)
3 : กรรมวิธีโลหะผง (Powder Metallurgy)
4 : การดึงขึ้นรูป (Drawing)

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 285 : การผลิตล้อรถยนต์อะลูมิเนียม ควรใช้กระบวนการขึ้นรูปใด
1 : การฉีดขึ้นรูป (Die Casting)
2 : การรีด (Rolling)
3 : กรรมวิธีโลหะผง (Powder Metallurgy)
4 : การดึงขึ้นรูป (Drawing)

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 286 : การผลิตเหล็กเส้น ควรใช้กระบวนการขึ้นรูปใด
1 : การฉีดขึ้นรูป (Die Casting)
2 : การรีด (Rolling)
3 : กรรมวิธีโลหะผง (Powder Metallurgy)
4 : การดึงขึ้นรูป (Drawing)

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 287 : การผลิตเม็ดมีดกลึงทังสเตนคาร์ไบด์ ควรใช้กระบวนการขึ้นรูปใด
1 : การฉีดขึ้นรูป (Die Casting)
2 : การรีด (Rolling)
3 : กระบวนการโลหะผง (Powder Metallurgy)
4 : การดึงขึ้นรูป (Drawing)
5 : การหล่อขี้ผึ้ง (Investment Casting)

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 288 : การขึ้นรูปกระป๋องน้ำอัดลมควรใช้กระบวนการขึ้นรูปใด
1 : การลากขึ้นรูปลึก (Deep Drawing)
2 : การหล่อแบบทราย (Sand Casting)
3 : การตีขึ้นรูป (Forging)
4 : การอัดขึ้นรูป (Extrusion)

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 289 : การขึ้นรูปบันไดอะลูมิเนียมควรใช้กระบวนการขึ้นรูปใด
1 : การกดอัดขึ้นรูป (Deep Drawing)
2 : การหล่อแบบทราย (Sand Casting)
3 : การตีขึ้นรูป (Forging)
4 : การอัดรีดขึ้นรูป (Extrusion)
5 : การหล่อต่อเนื่อง (Continuous Casting)

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 290 : การขึ้นรูปดาบควรใช้กระบวนการขึ้นรูปใด
1 : การลากขึ้นรูปลึก (Deep Drawing)
2 : การหล่อแบบทราย (Sand Casting)
3 : การตีขึ้นรูป (Forging)
4 : การอัดขึ้นรูป (Extrusion)

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 291 : การขึ้นรูปเสื้อสูบรถยนต์ควรใช้กระบวนการขึ้นรูปใด
1 : การลากขึ้นรูปลึก (Deep Drawing)
2 : การหล่อแบบทราย (Sand Casting)
3 : การตีขึ้นรูป (Forging)
4 : การอัดขึ้นรูป (Extrusion)

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

เนื้อหาวิชา : 524 : Source and elimination of defects
ข้อที่ 292 : ข้อบกพร่องชนิดใดในงานหล่อ ที่มีสาเหตุเกี่ยวกับความสามารถในการไหลตัว (Fluidity) และการออกแบบทางเดินโลหะหลอมเหลวที่ไม่ดี
1 : Misrun
2 : Cold Shut
3 : แบบรั่ว
4 : ทั้ง Misrun และ Cold Shut

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 293 : โลหะชนิดใด เมื่อหล่อด้วยกรรมวิธีใช้แบบทรายชื้น (Green Sand Mold) แล้วมีโอกาสเกิดตำหนิที่ผิวจากการที่เม็ดทรายหลอมติด (Fusion) ได้
1 : อะลูมิเนียม
2 : เหล็กหล่อเทา
3 : เหล็กกล้าไร้สนิม
4 : ดีบุก

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 294 : แบบทรายชื้น (Green Sand Mold) ที่ทำจากทรายที่มีความโปร่งอากาศ (Permeability) ต่ำเกินไป มีโอกาสเกิดข้อบกพร่องในงานหล่อแบบใดได้บ้าง
1 : ทรายหลอมตัว
2 : ผิวทรายพังเนื่องจากการกัดเซาะของโลหะหลอมเหลว
3 : เกิด Gas Defect ที่ผิวหรือใกล้ผิวงานหล่อ
4 : ทรายตก

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 295 : ทรายไส้แบบ (Core) ที่มีสมบัติการยุบตัว (Collapsibility) ที่ไม่เพียงพอ มีโอกาสทำให้เกิดปัญหาใดได้
1 : Hot Tearing การแตกร้าวหรือฉีกขาดขณะร้อนในเนื้องานหล่อ
2 : ทรายร่อนหลุดติดไปกับผิวงานหล่อ
3 : ผิวงานหล่อไม่สวย
4 : เกิดฟองก๊าซในเนื้องานเพราะก๊าซหนีไม่ทัน

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 296 : ในกระบวนการหล่อด้วยแบบทราย ข้อใดไม่ใช่ปัญหาที่มีสาเหตุมาจากทรายแบบ
1 : Fusion
2 : Metal Penetration
3 : Cold Shut
4 : Erosion Scab

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 297 : ในงานหล่อโลหะ ข้อใดไม่ใช่สาเหตุของงานเสียแบบ Misrun และ Cold Shut
1 : Riser เล็กเกินไป
2 : ใช้ทุ่นเย็น (Chill) ใหญ่เกินไป
3 : ทางเดินโลหะหลอมเหลวมีระยะทางยาวและคดเคี้ยวเกินไป
4 : อุณหภูมิเทต่ำเกินไป

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 298 : ในงานหล่อโลหะด้วยแบบทราย
แผ่นเซรามิกพรุน หรือที่เรียกว่า Strainer ที่ใช้วางในระบบทางเดินโลหะหลอมเหลวมีหน้าที่หลายประการ ยกเว้นข้อใด
1 : ช่วยกรองเศษทรายและตะกรันในโลหะหลอมเหลวออก
2 : ผ่อนแรงกระแทกของการไหลของโลหะหลอมเหลว เพื่อกันการกัดเซาะทรายแบบในส่วนถัดไป
3 : ดักฟองกาซที่มากับโลหะหลอมเหลว
4 : เป็นฉนวน ช่วยเก็บความร้อน ทำให้โลหะหลอมเหลวไม่เย็นเร็วเกินไป

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 299 : การเทน้ำโลหะที่อุณหภูมิต่ำเกินไป อาจทำให้เกิดข้อบกพร่องใดในชิ้นงาน
1 : รูพรุน
2 : การแตกหัก
3 : น้ำโลหะเข้าไม่ถึง
4 : ขี้ตะกรันแทรกในงาน

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 300 : จุดเสียในชิ้นงานหล่อชนิดใดที่อาจแก้ไขได้โดยการใช้ทุ่นเย็น (chill)
1 : รูเข็ม (pin holes)
2 : โพรงที่เกิดจากการหดตัว (shrinkage porosity)
3 : น้ำโลหะเข้าไม่ถึง (misrun)
4 : ขี้ตะกรันแทรกในงาน (inclusions)

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 301 : จุดเสียในชิ้นงานหล่อชนิดใดที่อาจแก้ไขได้โดยการเพิ่มอุณหภูมิเท (superheat)
1 : รูพรุน (blow holes)
2 : รูเข็ม (pin holes)
3 : น้ำโลหะเข้าไม่ถึง (misrun)
4 : ขี้ตะกรันแทรกในงาน (inclusions)

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 302 : รูพรุนที่เห็นในรูปเกิดจากสาเหตุใด
1 : ก็าซไฮโดรเจนที่ละลายในน้ำโลหะ
2 : ก็าซออกซิเจนที่ละลายในน้ำโลหะ
3 : ก็าซอาร์กอนที่ละลายในน้ำโลหะ
4 : ก็าซไนโตรเจนที่ละลายในน้ำโลหะ

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 303 : รูพรุน (blow hole) คืออะไร
1 : รูในชิ้นงานที่เกิดจากก็าซที่ถูกดักไว้
2 : รูในชิ้นงานที่เกิดจากการหดตัวของโลหะ
3 : รูเล็กๆ ใต้ผิวของชิ้นงานหล่อ
4 : รูที่เกิดจากขี้ตะกรัน

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 304 : Shrinkage Porosity คืออะไร
1 : รูในชิ้นงานที่เกิดจากก็าซที่ถูกดักไว้
2 : รูในชิ้นงานที่เกิดจากการหดตัวของโลหะ
3 : รูเล็กๆ ใต้ผิวของชิ้นงานหล่อ
4 : รูที่เกิดจากขี้ตะกรัน

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 305 : รูเข็ม (Pin hole) คืออะไร
1 : รูในชิ้นงานที่เกิดจากก็าซที่ถูกดักไว้
2 : รูในชิ้นงานที่เกิดจากการหดตัวของโลหะ
3 : รูเล็กๆ ใต้ผิวของชิ้นงานหล่อ
4 : รูที่เกิดจากขี้ตะกรัน

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 306 : ข้อใดคือวิธีการแก้ปัญหาขี้ตะกรันแทรกในชิ้นงาน
1 : การใส่ที่กรองน้ำโลหะ
2 : การใช้ทุ่นเย็น
3 : การเผาให้ความร้อนเบ้าหล่อ
4 : การเทขณะน้ำโลหะร้อนมากๆ

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 307 : จุดเสียในงานหล่อดังที่แสดงในรูปคืออะไร
1 : รูพรุน
2 : รูเข็ม
3 : การหดตัวภายใน
4 : โพรงที่เกิดจากการหดตัว

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 308 : จุดเสียในงานหล่อดังที่แสดงในรูปคืออะไร
1 : รูพรุน
2 : รูเข็ม
3 : การหดตัวภายใน
4 : โพรงที่เกิดจากการหดตัว

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 309 : จุดเสียในงานหล่อดังที่แสดงในรูปคืออะไร
1 : รูพรุน
2 : รูเข็ม
3 : การหดตัวภายใน
4 : โพรงที่เกิดจากการหดตัว

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 310 : จุดเสียในงานหล่อดังที่แสดงในรูปคืออะไร
1 : รูพรุน
2 : รูเข็ม
3 : การหดตัวภายใน
4 : โพรงที่เกิดจากการหดตัว

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 311 : ในการทุบขึ้นรูปโลหะแบบแม่พิมพ์ปิด (Closed-Die Forging) ข้อบกพร่องของชิ้นงานที่เกิดขึ้นดังรูป เกิดจากอะไร
1 : ใช้แรงทุบมากเกินไป
2 : ใช้แรงทุบน้อยเกินไป
3 : ใช้แท่งโลหะ (billet) ที่ขนาดเล็กเกินไป
4 : เพราะมีแรงเสียดทานมากไป

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 312 : ในการทุบขึ้นรูปโลหะแบบแม่พิมพ์ปิด (Closed-Die Forging) การแตกร้าว หรือ Crack ที่เกิดตรงกลางชิ้นงานดังแสดงในรูปนี้ เกิดจากสาเหตุอะไร
1 : ใช้แรงทุบมากเกินไป
2 : ใช้แรงทุบน้อยเกินไป
3 : ใช้แท่งโลหะ (billet) ที่ขนาดใหญ่เกินไป
4 : เพราะมีแรงเสียดทานมากไป

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 313 : การเกิดรอยร้าวบนผิว (Surface Crack) ของชิ้นงานที่ทุบขึ้นรูป (Forged Parts) ควรแก้ไขโดยวิธีนี้
1 : เพิ่มแรงทุบ
2 : เพิ่มความเร็วในการทุบ
3 : เพิ่มอุณหภูมิของชิ้นงานขณะขึ้นรูป
4 : ลดอุณหภูมิของชิ้นงานขณะขึ้นรูป

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 314 : ในการทุบขึ้นรูปโลหะแบบแม่พิมพ์ปิด (Closed-Die Forging) ข้อใดไม่ใช่สาเหตุของการที่โลหะไหลไม่เต็มแม่พิมพ์
1 : อุณหภูมิชิ้นงานต่ำเกินไป
2 : แรงทุบน้อยเกินไป
3 : แรงเสียดทานมากเกินไป
4 : แม่พิมพ์ร้อนเกินไป

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 315 : Defect ที่อาจเกิดขึ้นได้ในขบวนการ Rolling ดังรูปนี้ มีชื่อเรียกว่าอะไร
1 : Edge Cracking
2 : Center Split
3 : Alligatoring
4 : Wavy Edge

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 316 : Coil break เป็น defect ที่เกิดขึ้นในกระบวนการ
1 : การรีด
2 : การทุบขึ้นรูป
3 : การอัดขึ้นรูป (extrusion)
4 : Drawing

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 317 : Edge wave เป็น defect ที่เกิดขึ้นในกระบวนการ
1 : การรีด
2 : การทุบขึ้นรูป
3 : การอัดขึ้นรูป (extrusion)
4 : Drawing

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 318 : Lap เป็น defect ที่ผิวชนิดหนึ่งของกระบวนการ
1 : การรีด
2 : การทุบขึ้นรูป
3 : การอัดขึ้นรูป (extrusion)
4 : Drawing

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 319 : การแยกชั้น (lamination) ของเนื้อเหล็กเป็น defect ที่เกิดขึ้นในกระบวนการ
1 : การรีด
2 : การทุบขึ้นรูป
3 : การอัดขึ้นรูป (extrusion)
4 : Drawing

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 320 : ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับ defect ของการรีดเหล็กแผ่นที่เรียกว่า wavy edge ซึ่งมีลักษณะเป็นคลื่นที่ขอบตามแนวรีดและความยาวของคลื่นแต่ละลูกจะใกล้เคียงกัน
1 : อุณหภูมิตามความกว้างของ slab ไม่สม่ำเสมอ
2 : การหล่อเย็นที่ส่วนกลางลูกรีดมากเกินไป
3 : เหล็กแผ่นมีค่า yield strength ต่ำ
4 : ลูกรีดมี crown ไม่เพียงพอ

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 321 : ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับ defect ของการรีดเหล็กแผ่นที่เรียกว่า edge crack ซึ่งเป็นรอยแตกที่ขอบเหล็กแผ่นตั้งฉากกับแนวรีด
1 : การลดขนาดช่วงรีดร้อนมากเกินไป
2 : ปริมาณทองแดงและดีบุกมากเกินไป
3 : อุณหภูมิการหล่อไม่เหมาะสม
4 : เหล็กแผ่นมีค่า yield strength ต่ำ

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 322 : ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับ defect ของการรีดเหล็กแผ่นที่เรียกว่า coil break ซึ่งเหล็กแผ่นมีลักษณะเป็นรอยจีบเป็นแนวตั้งฉากกับแนวรีด มักเกิดขึ้นขณะที่คลี่เหล็กม้วน (uncoiling)
1 : เหล็กแผ่นมีค่า yield strength ต่ำ
2 : แปรรูปหรือคลี่เหล็กม้วนขณะที่ยังร้อนเกิน 50 oC
3 : ลูกรีดที่ใช้คลี่เหล็กม้วนมีขนาดเล็กเกินไป
4 : การลดขนาดช่วงรีดร้อนมากเกินไป

คำตอบที่ถูกต้อง : 4

ข้อที่ 323 : Cold shut เป็น defect ที่มีลักษณะเป็นเส้นร่องลึกไปจากผิวซึ่งเกิดจากการที่เนื้อโลหะที่เป็นออกไซด์ถูกขึ้นรูปแล้วปิดเนื้อเหล็กโดยไม่เป็นเนื้อเดียวกัน เป็นลักษณะ defect ของกระบวนการ
1 : การรีด
2 : การทุบขึ้นรูป
3 : การอัดขึ้นรูป (extrusion)
4 : Drawing

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ข้อที่ 324 : Stretcher strain เป็นปัญหาของกระบวนการ
1 : การรีด
2 : การทุบขึ้นรูป
3 : Sheet metal forming
4 : การอัดขึ้นรูป (extrusion)

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 325 : Defect ของเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดหนึ่งเรียกว่า coil break เกิดจาก
1 : การรีดปรับสภาพผิว
2 : การคลี่เหล็กแผ่นม้วนขณะร้อน
3 : การคลี่ม้วนเหล็กแผ่นแล้วน้ำหนักเหล็กก่อให้เกิดรอยพับ
4 : การรีดหยาบ

คำตอบที่ถูกต้อง : 3

ข้อที่ 326 : ถ้า Clearance ระหว่างแบบหรือไส้แบบไม่ดีจะทำให้เกิดข้อบกพร่องของงานหล่อชนิดใด
1 : Flash
2 : Veining
3 : Misrun
4 : Hot Tear

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 327 : ถ้าโลหะหลอมเหลวมี Fluidity ต่ำเกินไปจะทำให้เกิดข้อบกพร่องของงานหล่อชนิดใด
1 : Misrun
2 : Flash
3 : Veining
4 : Hot Tear

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 328 : ถ้าใช้ผงกราไฟต์เพื่อให้ง่ายต่อการถอดแบบมากเกินไปจะทำให้เกิดข้อบกพร่องของงานหล่อชนิดใด
1 : Lustrous Film
2 : Flash
3 : Veining
4 : Hot Tear

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 329 : ถ้าทรายแบบหล่อมี Collapsibility ต่ำเกินไปจะทำให้เกิดข้อบกพร่องของงานหล่อชนิดใด
1 : Hot Tear
2 : Lustrous Film
3 : Flash
4 : Veining

คำตอบที่ถูกต้อง : 1

ข้อที่ 330 :รูปต่อไปนี้เป็น defect ที่มีชื่อเรียกว่า

1 : orange peel
2 : stretcher strain mark
3 : blanking
4 : wrikling

คำตอบที่ถูกต้อง : 2

ที่มา : http://www.coe.or.th/coe/main/coeHome.php?aMenu=701012&aSubj=72&aMajid=6

โพสท์ใน Iron's Knownledge | ใส่ความเห็น

ยุวพงษ์การหล่อ 18-10-58

YuwaphongCard58

yuwaphong card58 km63

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

ถ่านหิน

สาระความรู้เกี่ยวกับถ่านหิน แอนทราไซท์
คุณภาพของถ่านหินแบ่งได้ออกเป็น 5 ระดับ คือ
       1.แอนทราไซท์
       2.บิทูมินัส
       3.ชับบิทูมินัส
       4.ลิกไนต์
       5.พีต
จะเห็นได้ว่าถ่านหินลิกไน์ต จะมีคุณสมบัติเกือบต่ำสุด โดยให้ค่าความร้อนต่ำ-ปานกลาง ค่าความชื้นสูง ปริมาณขี้เถาสูง ปริมาณกำมะถันต่ำ-สูง แต่ถ่านหินลิกไนต์ เป็นถ่านหินชนิดเดียวที่พบมากในประเทศไทย ที่ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง โรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิงก็คือ โรงไฟ้ฟ้าพลังความร้อนแม่เมาะ
——————————————————————————-

ถ่านหินเป็นหินตะกอนชนิดหนึ่ง ติดไฟได้จึงใช้เป็นเชื้อเพลิงปั่นไฟได้ นอกจากนี้ถ่านหินยังใช้เป็นแหล่งพลังงานในโรงงานใหญ่ ๆ เช่น โรงงานปูนซีเมนต์ โรงงานกระดาษ โรงงานฟงชูรส เป็นต้นเพราะหาได้ง่ายและราคาไม่แพง แต่การเอาถ่านหินมาเผาจะได้ก๊าซพิษออกมาด้วย จึงต้องเลือกถ่านหินคุณภาพดี (มีกำมะถันตำ) หรือไม่ก็ต้องมีวิธีลดสารพิษออกจากถ่านหินก่อนส่งไปเผา หรือไม่เช่นนั้นต้องมีอุปกรณ์หรือเครื่องจับก๊าซพิษไว้

คุณสมบัติของถ่านหินชนิดต่าง ๆ

ชนิดถ่านหิน ค่าความร้อน ค่าความชื้น ปริมาณขี้เถ้า ปริมาณกำมะถัน
1) แอนทราไซต์ สูง ต่ำ ต่ำ ต่ำ
2)บิทูมินัส สูง ต่ำ ต่ำ ต่ำ
3)ซับบิทูมินัส ปานกลาง-สูง ปานกลาง ปานกลาง ปานกลาง
4)ลิกไนต์ ต่ำ-ปานกลาง สูง สูง ต่ำ-สูง

“ลิกไนต์เป็นถ่านหิน แต่ถ่านหินไม่จำเป็นต้องเป็นลินไนต์” คือ ลิกไนต์เป็นแค่ถ่านหินชนิดหนึ่งเท่านั้นและเป็นถ่านหินชนิดที่คุณภาพต่ำ ถ้าเราดูจากตารางข้างบนจะเห็นว่าเผาลิกไนต์แล้วได้ความร้อนไม่มาก จึงเอามาผลิตไฟฟ้าได้ต่ำ แถมยังมีกำมะถันมากกว่าถ่านหินอย่างอื่นด้วยจึงมีก๊าซพิษออกมามากกว่า แต่ถ้าเป็นถ่านหินอย่างอื่น เช่นถ่านหินแอนทราไซต์ จะได้ความร้อนสูง ผลิตไฟฟ้าได้มากและมีก๊าซพิษต่ำ ดังนั้นเวลาจะพูดว่าใช้ถ่านหินปั่นไฟดีหรือไม่ดี จึงต้องดูด้วยว่าเรากำลังพูดถึงถ่านหินชนิดไหน จะพูดแบบเหมารวมไม่ได้

บ้านเราไม่ค่อยมีถ่านหิน เท่าที่มีอยู่เป็นถ่านหินคุณภาพต่ำ เราจึงต้องสั่งถ่านหินคุณภาพสูงมาจากต่างประเทศและวิธีทีจะขนส่งถ่านหินเข้ามาด้วยราคาที่ถูกที่สุด ก็คือต้องขนมาทางเรือ ดังนั้นโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินจึงมักอยู่ริมทะเลหรือริมแม่น้ำที่อยู่ติดกับทะเล

การจัดแบ่งชั้นคุณภาพถ่านหิน

ชั้นคุณภาพของถ่านหิน ขึ้นอยู่กับอัตราการเปลี่ยนแปลงทางเคมี
และทางฟิสิกส์ของซากพืชที่ทับถมกันอยู่ โดยอิทธิพลของความ
ร้อนและความกดดัน สามารถแบ่งออกได้เป็น

    พีท   เป็นลักษณะเนื้อไม้ที่อมน้ำไว้มาก หากจะนำมาเป็นเชื้อเพลิง ต้องนำน้ำออกก่อน

    ลิกไนท์   (Brown coal)มีปริมาณความชื้น และสารระเหยสูง ติดไฟได้ง่าย ให้ค่าความร้อนต่ำ ประมาณ 6,300 บีทียูต่อปอนด์ หรือประมาณครึ่งหนึ่งของถ่านหินชั้นบิทูมินัส

    ซับบิทูมินัส  มีสีดำ ไม่มีลายของไม้ให้เห็นเหมือนใน Brown coal มีปรืมาณสารระเหยเพียงพอที่จะติดไฟได้ง่าย ปริมาณกำมะถันต่ำและสะอาดกว่าลิกไนท์ ให้ค่าความร้อนประมาณ 8,300-10,500 บีทียูต่อปอนด์ ส่วนที่เหลือจากการเผาไหม้ ไม่จับตัวเป็นก่อน

    บิทูมินัส  มีลักษณะพิเศษคือเมื่อเผาไหม้แล้วจะจับตัวกันเป็นก้อนนิยมนำมาใช้ในการทำถ่านโค้ก ซึ่งนำไปใช่ทำเชื้อเพลิงที่มีความ
ร้อนสูงในอุตสาหกรรมถลุงเหล็ก ส่วนใหญ่จะปรากฎเป็นชั้นหินสลับกัน ระหว่างถ่านหินดำมันวาวกับถ่านหินดำมันไม่วาว
แตกเปราะง่าย ให้เปลวไฟและควันมากกว่าลิกไนท์

    แอนทราไซท์  มีคุณภาพดีที่สุด มีค่าสารระเหยและความชื้นน้อยมาก เผาไหม้ไม่มีควันแต่การเผาไหม้ช้ากว่าบิทูมินัส
มีปริมาณกำมะถันต่ำ ใช้ทำถ่านโค้กไม่ได้ แต่ถ้าผสมกับบิทูมินัสก็จะทำถ่านโค้กได้ มีลักษณะดำเป็นเงา มีความแข็ง และความหนาแน่นมากที่สุด บางครั้งเรียก Hard coal ,Black diamond มีความเสถียรในการกองเก็บได้ดี
ไม่ติดไฟง่าย เนื่องจากมีปริมาณ O2 น้อย ควันน้อย

การเผาถ่านหินแยกได้ 2 วิธีคือ

ระบบถ่านผง  เมื่อถ่านหินมาถึงที่ก็จะถูกลดขนาดลงจากนั้นก็นำไปลดความชื้นโดยใช้ก๊าซร้อนจากเตาผ่าน จะทำให้มี คุณสมบัติแตกตัวง่ายจากนั้นก็นำไปบด แล้วนำไปผ่านตะแกรง ขนาด 200 รู/นิ้ว2 แล้วส่งต่อไปเตาโดยลมร้อน แล้วจึงเผา โรงไฟฟ้าที่ใช้วิธีนี้เช่น โรงจักรไฟฟ้าที่บางกรวย,โรงจักรไฟฟ้าของการลิกไนท์ที่กระบี่

ระบบถ่านก้อน  ถูกคัดขนาดให้เหลือราว พ ถึง 1 ผ แล้วส่งไป ตามสายพานไปยังที่พักถ่าน แล้วเหวี่ยงไปบนนตะแกรงซึ่ง กำลังเคลื่อนอยู่ภายในเตาช้าๆ เตาแบบนี้ไม่ต้องการลมร้อน เพื่อช่วยให้แห้งเหมือนในขั้นแรก ถ่านที่ถูกเหวี่ยงเข้าไปใน เตาจะถูกเผาไหม้ โรงไฟฟ้าที่ทำเช่นที่แม่เมาะเป็นต้น

ที่มา : http://www.charcoal.snmcenter.com/charcoalthai/antrasite.php

โพสท์ใน Iron's Knownledge | ติดป้ายกำกับ | ใส่ความเห็น

ตารางเทียบเกรดมาตรฐานและหนังสืออ้างอิงชนิดของโลหะ

ตารางเทียบเกรดมาตรฐานและหนังสืออ้างอิงชนิดของโลหะ

5. Castings

JIS G 5101 I 5102 I 5121 I 5501 I 5502 I 5702

จัดทำข้อมูลโดย: หน่วยบริการทางเทคนิคสำหรับอุตสาหกรรมโลหะ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ

ประเภท

(Title)

มาตรฐานเทียบเคียง (Related foreign standard)

หนังสือ

อ้างอิง

หน้า

JIS (Grade)

ASTM/AISI

DIN

BS

Carbon steel casting G 5101

SC42

A27 Cr.60.30

SA216 Gr.WCA

DIN1681 GS.38

BS 1504.161 Gr.430

BS 3100 Steel A1

JIS 1989 Handbook of Comparative Material Standards

ห้องสมุดกรมวิยาศาสตร์

บริการ

(std. 620.11 JIS)

178

SC46 A27 Gr.65.35 DIN1681 GS.45 BS 1504.161 Gr.480

BS 3100 Steel A2

SC49 A27 Gr.70-36

SA216 Gr.WCB

DIN1681 GS.52 BS 1504.161 Gr.540

BS 3100 Steel A3

Steel casting for welded structure G 5102

SCW 42

SA216 Gr.WCA

DIN1681 GS.38.3

JIS 1989 Handbook of Comparative Material Standards

ห้องสมุดกรมวิยาศาสตร์บริการ

(std. 620.11 JIS)

180

SCW49 SA216 Gr.WCB

SA216 Gr.WCC

DIN1681 GS.45.3
Stainless steel castings G 5121

SCS1

SCS 1 CF

A743 Gr.CA40

A743 Gr.CA15

SA426 Gr.CPCA15

BS 3100 Steel 410 C21 JIS 1989 Handbook of Comparative Material Standards

ห้องสมุดกรมวิยาศาสตร์

บริการ

(std. 620.11 JIS)

182

SCS2

SCS 2 CF

DIN17445 G.X20Cr14 BS 1504.420 C29

BS 3100 Steel 420 C29

SCS3

SCS 3 CF

A743 Gr.CA 15M DIN17445 G.X8Cr113
SCS4

SCS 4 CF

DIN17445 G.X5Cr134
SCS5

SCS 5 CF

DIN17445 G.X5Cr134
SCS11

SCS 11 CF

A743 Gr.CD 4MCu
SCS12

SCS 12 CF

A743 Gr.CF 20 BS 3100 Steel 302 C25
SCS13

SCS 13 CF

SA351 Gr.CF8

SA451 Gr.CPF8

DIN17445 G.X6CrNi189 BS1504.304 C15

BS 3100 Steel 304 C15

SCS13A

SCS 13A CF

SA351 Gr.CF8

SA451 Gr.CPF8

DIN17445 G.X6CrNi189 BS1504.304 C15

BS 3100 Steel 304 C15

SCS14

SCS 14 CF

SA351 Gr.CF8M

SA451 Gr.CPF8M

DIN17445

G.X6CrNiMo1810

BS1504.316 C16

BS 3100 Steel 316 C16

SCS14A

SCS 14A CF

SA351 Gr.CF8M

SA451 Gr.CPF8M

DIN17445

G.X6CrNiMo1810

BS1504.316 C16

BS 3100 Steel 316 C16

SCS15

SCS 15 CF

SCS16

SCS 16 CF

SA351 Gr.CF3M
SCS16A

SCS 16A CF

SA351 Gr.CF3M BS1504.316 C12

BS 3100 Steel 316 C12

SCS17

SCS 17 CF

SA351 Gr.CH20

SA451 Gr.CPH20

SCS18

SCS 18 CF

SA351 Gr.CK20

SA451 Gr.CPK20

SCS19

SCS 19 CF

SA351 Gr.CF3
SCS19A

SCS 19A CF

SA351 Gr.CF3
SCS20

SCS 20 CF

SCS21

SCS 21 CF

SA351 Gr.CF8C

SA451 Gr.CPF8C

BS1504.318 C17

BS 3100 Steel 318 C17

SCS22

SCS 22 CF

SCS23

SCS 23 CF

SA351 Gr.CN7M BS1504.332 C11
SCS24

SCS 24 CF

A747 Gr.CB7Cu.1
Gray iron castings G 5501

FC 15

A48 ClNo.20A~S

A126 Cl.A

SA278 Co.No.20

DIN 1691 GG.15

BS 1452 Gr.150

JIS 1989 Handbook of Comparative Material Standards

ห้องสมุดกรมวิยาศาสตร์

บริการ

(std. 620.11 JIS)

206

FC 20 A48 ClNo.30A~S

A126 Cl.B

SA278 Co.No.30

DIN 1691 GG.20 BS 1452 Gr.220
FC25 A48 ClNo.35A~S

A126 Cl.C

SA278 Co.No.35

DIN 1691 GG.25 BS 1452 Gr.260
FC30 A48 ClNo.40A~S

A126 Cl.C

SA278 Co.No.40

DIN 1691 GG.30 BS 1452 Gr.300
Spheroidal garphite iron castngs G5502

FCD 40

A536 Gr.60.40.18

SA395

DIN 1693 GGG.40

JIS 1989 Handbook of Comparative Material Standards

ห้องสมุดกรมวิยาศาสตร์

บริการ

(std. 620.11 JIS)

210

FCD 45 A563 Gr.65.45.12

SA395

DIN 1693 GGG.50
Blackheart malleable iron castings G 5702

FCMB 28

A194

BS 310 Gr.G290/6

JIS 1989 Handbook of Comparative Material Standards

ห้องสมุดกรมวิยาศาสตร์

บริการ

(std. 620

.11 JIS)

212

FCMB 32 BS 310 Gr.B310/10
FCMB 35 A47 Gr.35210 DIN 1692 GTS.35.10 BS 310 Gr.B340/12
FCMB 37 A47 Gr.35018 DIN 1693 GTS 456

ที่มา : http://www2.mtec.or.th/th/research/metals/std5.html

โพสท์ใน Iron's Knownledge | ใส่ความเห็น

07-Classification-of-Metals.pdf

07-Classification-of-Metals.pdf

โพสท์ใน Iron's Knownledge | ใส่ความเห็น